ปารีสฯ กับกฏ FFP

    ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีของลีก เอิงในฝรั่งเศสกำลังมีปัญหาในเรื่องของการใช้เงินซื้อนักเตะเกินงบดุลที่พวกเขาหารายได้มา ซึ่งกำลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าจ้องเล่นงานอยู่ตลอด ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่พวกเขาไปทุ่มเงิน 222 ล้านยูโรคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า และแถมยังไปคว้าตัวคิลิยัน เอ็มบัปเป้มาจากโมนาโกอีก 180 ล้านยูโรในช่วงซัมเมอร์นี้อีก คราวนี้ทำให้พวกเขาจะถูกสอบสวนอีกครั้ง และจะมีคำตัดสินว่ามีความผิดหรือไม่ออกมาในเร็วๆ นี้ด้วย ซึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้นอกจากว่าพวกเขาจะไปซื้อขาดคิลิยัน เอ็มบัปเป้มาแล้ว และล่าสุดพวกเขาก็พึ่งไปคว้าตัวธิโล เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งมาจากชาลเก้ 04 ด้วยค่าตัว 37 ล้านยูโรอีกด้วย ซึ่งมันทำให้จากที่ถูกจ้องเล่นงานอยู่แล้ว และยิ่งไปใช้เงินซื้อนักเตะเข้ามาอีก ก็ยิ่งทำให้เป็นจุดสนใจมากขึ้นด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาก็นิ่งมาตลอดในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งนอกจากเอ็มบัปเป้แล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เซ็นต์สัญญานักเตะฟรีเอเย่นต์อย่างจิอันลุยจิ บุฟฟ่อนเพียงคนเดียวเท่านั้น

หากคำตัดสินของสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปออกมาเป็นแนวทางว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงรอดจากการตัดสินว่าผิดกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ก็ถือว่าพวกเขาจะรอดตัวไป แต่มันก็จะเกิดคำถามขึ้นอย่างแน่นอน ว่าทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ใช้งบประมาณไปเกือบ 500 ล้านยูโรในช่วง 2 ฤดูกาล ทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะมีรายได้มากขนาดนั้นเลยหรือ? ซึ่งจะเป็นคำถามที่ต้องตามมาแน่ๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องของการบริหาร ซึ่งพวกเขาก็คงจะมีวิธีลัดเลาะต่างๆ ที่ทำให้อาจจะรอดตัวก็ได้ แต่หากว่าถูกตัดสินว่าจะมีความผิดกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ละก็ ทีนี้ความบันเทิงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะบทลงโทษของกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ก็คือการห้ามเล่นฟุตบอลยุโรปจนกว่าจะทำให้บัญชีของทีมนั้นๆ กลับมาอยู่ให้ตามเงื่อนไขของทางยูฟ่า ให้ได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือเป็นการบังคับขายนักเตะออกจากทีมนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายต้องมาดูด้วยว่าพวกเขาติดลบเท่าไหร่ และต้องขายนักเตะเพื่อให้ได้เงินมาเท่าไหร่ถึงจะหลุดพ้นจากกฏเกณฑ์นี้ ซึ่งด้วยเวลาของตลาดซื้อขายนักเตะที่กระชั้นชิดเข้ามาแล้วด้วย ทำให้พวกเขาจะต้องเสียเปรียบในการต่อรองอย่างแน่นอน ซึ่งเดี๋ยวเราคงได้เห็นคำตัดสินที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปจะออกมาประกาศกันแล้ว

เรียบเรียงข้อมูลโดย 918kissbyp8.com

บทบาทใหม่ของดิ มาเรีย

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ถือว่าเคยเป็นนักเตะที่มีสถิติค่าตัวสูงอันดับต้นๆ ของโลกคนหนึ่ง ในสมัยที่เขาย้ายจากเรอัล มาดริดมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2014 ด้วยค่าตัวสูงถึง 59.7 ล้านปอนด์(ข้อมูลจาก scr888)เลยทีเดียว ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่เข้ามาคุมทีมหลังจากพาทีมชาติฮอลแลนด์คว้าอันดับ 3 ในฟุตอบโลกที่บราซิลได้สำเร็จ แต่กลับมาเล่นอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นก็เหมือนกับถอดใจ และไม่อยากจะสู้ต่อแล้ว เนื่องจากเขาไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษได้ ซึ่งอังกฤษเป็นลีกที่มีการปะทะกันสูงที่สุดลีกหนึ่งของโลก แต่ด้วยรูปร่างของเขาที่ผอมกระหร่องทำให้เวลาเบียดแย่งบอลกันนั้นเขาแพ้ตลอด ทำให้ไม่สามารถไปเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ง่ายๆ เหมือนอย่างสมัยที่เขาค้าแข้งงกับเรอัล มาดริด และจึงขอย้ายทีมในฤดูกาลถัดมาทันที

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมเขาจึงตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 44 ล้านปอนด์ และเขาก็อยู่ค้าแข้งในถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วงแรกเขาก็ได้รับบทบาทเป็นตัวจริงตลอด 2 ฤดูกาลแรก แต่หลังจากการมาของเนย์มาร์ ซุเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ที่มาแย่งตำแหน่งตัวจริงของเขาไป เนื่องจากเล่นในตำแหน่งกองหน้าทางฝั่งซ้ายทับกันเต็มๆ ทำให้เขาต้องมารับบทบาทเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น หรือไม่ก็จะได้ลงสนามในฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ หรือในนัดที่ทีมต้องการพักตัวหลักไว้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทใหม่ของเขาเลยทีเดียว แต่ดิ มาเรียก็ทำผลงานให้ทีมได้ดีในการลสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็สามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งในวัย 30 ปีแล้วการหลุดมาเป็นตัวสำรองบ้างก็ถือว่าดีสำหรับการใช้งานเขาในระยะยาวด้วยซ้ำ เนื่องจากร่างกายของเขาจะไม่ได้ถูกใช้งานมากจนเกินไปในแต่ละฤดูกาล

ฤดูกาลนี้อังเดล ดิ มาเรียต้องมาพบกับกุนซือใหม่อีกครั้งเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมัน ซึ่งนัดอย่างเป็นทางการนัดแรกของเขาก็ใช้อังเคล ดิ มาเรียทันที เนื่องจาก 3 ตัวหลักในแนวรุกต่างยังไม่พร้อมที่จะเป็นตัวจริงในเกมนี้ ซึ่งดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าวัย 30 ปีก็ยังทำผลงานได้อย่างสุดยอด โดยทำถึง 2 ประตูช่วยให้ทีมยำใหญ่โมนาโก 4-0 แต่ดูเหมือนว่าบทบาทของเขาจริงๆ ในฤดูกาลนี้ก็คงจะเป็นเพียงตัวสำรองหมายเลข 1 ในตำแหน่งตัวรุกเหมือนเดิม หาก 3 ประสานแดนหน้าของทีมกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว

 

 

ประโยชน์จากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์

    หลังจากที่มีดีลนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปทุ่มเงินฉีกสัญญาคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าชื่อก้องโลกมาจากบาร์เซโลน่า ด้วยจำนวนเงิน 222 ล้านยูโร ทำให้ตลาดนักเตะนั้นมีความปั่นป่วนในเรื่องของค่าตัวในการซื้อขายต่อๆ กันไปด้วย หรือที่แฟนบอล หรือนักวิเคราะห์เรียกกันว่าเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์นั่นเอง ซึ่งมันทำให้การซื้อขายนักเตะนั้นเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเคสของเนย์มาร์จะถูกนำมาเป็นข้ออ้างทันทีในการเจรจาต่อรองกันแต่ละรอบ แต่อันที่จริงกรณีของเนย์มาร์นั้นเป็นการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงยอมทุ่มเงินฉีกสัญญามา ซึ่งไม่ได้เป็นการตกลงค่าตัวกันของทั้ง 2 สโมสร ทำให้ค่าตัวนั้นก็แพงเกินจริงไปมากด้วย แต่ในเมื่อมันมีเรื่องที่ให้เปรียบเทียบแล้ว ทีมที่อาจจะต้องเสียนักเตะตัวหลักไปก็คงจะต้องยกมาเป็นข้ออ้างอย่างแน่นอน ซึ่งหลายๆ สโมสรยักษ์ใหญ่ก็ต้องเสียเงินมากขึ้นในการที่จะซื้อนักเตะแต่ละครั้ง และก็มีทีมที่เสียประโยชน์จากดีลช็อคโลกนี้มากมายทีเดียว แต่ทีมที่ดูเหมือนว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์นั้น เห็นว่าคงจะเป็นโมนาโก ทีมรองแชมป์ลีก เอิงฤดูกาลล่าสุดนั่นเอง

ในช่วงที่เกิดดีลของเนย์มาร์ขึ้น ก่อนหน้านั้นเป็นทางโมนาโกที่สามารถคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จเมื่อฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งฤดูกาลนั้นโมนาโก้มีนักเตะหลายคนที่ก้าวขึ้นมาเล่นได้อย่างโดดเด่นแทบทุกตำแหน่ง ซึ่งก่อนที่จะเกิดดีลของเนย์มาร์ พวกเขาก็ขายนักเตะออกจากทีมไปแล้วหลายคน ทั้งแบ็งฌาแมง เมนดี้ แบ็คซ้ายตัวหลัก แบร์นาร์โด้ ซิลวา เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโปรตุเกส ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ กองกลางคนสำคัญ ที่ขายออกไปให้ทีมจากอังกฤษก่อนที่จะเกิดดีลของเนย์มาร์ขึ้น และหลังจากนั้นโมนาโก จะขายนักเตะได้ในราคาสูงมากหลังจากเนย์มาร์ย้ายมาร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงแล้ว ทั้งคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ก็ขายไปให้กับเปแอสเชนั่นเอง โตมาส์ เลอมาร์ ที่ขายให้กับแอตเลติโก มาดริดได้ค่าตัวมาถึง 75 ล้านยูโรเลยทีเดียว ฟาบินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ขายให้กับลิเวอร์พูลอีก 45 ล้านยูโร รวมถึงการขายนักเตะคนอื่นๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้อีกด้วย ที่ได้ค่าตัวนักเตะมาสูงมากทีเดียว จนทำให้ซัมเมอร์นี้โมนาโกฟันกำไรเข้าสู่สโมสรถึง 230 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ก็มีการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมหลายคนเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นทีมที่ได้ประโยชน์จากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์มากที่สุดแล้ว

 

หนีเสือปะจรเข้

    ในตอนที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีจากประเทศฝรั่งเศสมีข่าวว่าจะทุ่มเงินฉีกสัญญาซื้อตัวเนย์มาร์ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นคาดว่ามีแฟนบอลหลายคนที่ตั้งคำถามกับการย้ายทีมครั้งนี้เช่นกัน โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเนย์มาร์จะอยากย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงทำไม ในเมื่อสโมสรที่เขาอยู่อย่างบาร์เซโลน่า มีศักดิ์ที่ใหญ่กว่าทีมจากฝรั่งเศสอย่างแน่นอน ซึ่งถึงแม้ว่าทีมเมืองหลวงของฝรั่งเศสจะพร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับบาร์เซโลน่า แต่หากว่าตัวนักเตะไม่เล่นด้วย ดีลนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกครั้งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นความสมัครใจด้วยที่อดีตกองหน้าของซานโตสอยากจะย้ายทีม

เหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เนย์มาร์อยากที่จะเป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลก และไม่อยากอยู่ใต้ร่มเงาของลิโอเนล เมสซี่ ยอดดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกต่อไป จึงทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับทีมในฝรั่งเศสแทน ซึ่งจะทำให้เขาโชว์ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และได้มาเป็นพี่ใหญ่ หรือเอสของทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงอย่างเต็มตัว ซึ่งหากนับแค่เฉพาะฤดูกาลที่แล้วอย่างเดียว ก็ถือว่าการย้ายทีมของเขาก็ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจมากที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอเล่นไปเล่นมาแล้วเหมือนว่าเขาจะถูกพื้นที่สื่อกลืนกินออกไป คือเริ่มไม่เป็นที่สนใจขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตัวของลีก เอิง และทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงเองด้วย และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีก เอิงมาได้อย่างง่ายดายตามคาด ซึ่งไม่ได้มีความสนุกตื่นเต้นแต่อย่างใด และผลงานของเนย์มาร์ก็ไม่ได้โดดเด่นเป็นรูปธรรมจนกลายเป็นที่กล่าวขาน ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเนย์มาร์ก็ทำได้เพียง 19 ประตูเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าตอนที่เขาเล่นให้กับบาร์เซโลน่าด้วยซ้ำ

แต่การหนีเสืออย่างลิโอเนล เมสซี่ออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะหนีไม่หลุดพ้นเสียแล้ว เมื่อฤดูกาลนี้คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสกำลังก้าวขึ้นมาแรง และพร้อมที่จะแซงหน้าเขาในเร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งเพียงนัดแรกที่ดาวรุ่งวัย 19 ปีได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองในครึ่งเวลาหลัง เอ็มบัปเป้ก็ได้แสดงศักยภาพของเขาออกมาแล้ว ว่าเขาสามารถพลิกเกมให้ทีมได้ และกลายมาเป็นคนทำ 2 ประตูให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงพลิกกลับมาเอาชนะแก็งก็องส์ได้สำเร็จ ส่วนทางเนย์มาร์ทำประตูได้จากจังหวะจุดโทษเท่านั้น ซึ่งฤดูกาลนี้อาจจะเป็นอีกครั้งที่เนย์มาร์ถูกกลบรัศมีโดยคิลิยัน เอ็มบัปเป้ก็เป็นได้

ความโหดของเอ็มบัปเป้

    หลังจากที่คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองกหน้าดาวรุ่งที่มีส่วนช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ และเขาก็คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วย แต่หลังจากนั้นมากองหน้าวัย 19 ปีรายนี้ยังไม่ได้กลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเลยแม้แต่นัดเดียว จนกระทั่งมาถึงนัดที่ 2 ของฤดูกาลในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศส ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงต้องออกไปเยือนแก็งก็องต์ โดยเอ็มบัปเป้ได้เป็นแค่เพียงตัวสำรองเท่านั้นด้วย

ในเกมวันนั้นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนใหม่ชาวเยอรมันที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมในฤดูกาลนี้ โดยเขามารับงานต่อจากอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่ย้ายไปคุมอาร์เซน่อลแล้ว โดยทูเคิ่ลในเกมนั้นเขาจัดทัพมาในระบบ 4-3-3 ตามเดิม โดยกองหน้าเขาใช้เนย์มาร์ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนลงสนามเป็นตัวจริง ร่วมกับอังเคล ดิ มาเรีย ตัวรุกทีมชาติอาร์เจนติน่า และอีกคนคือธิโมธี เวอา กองหน้าดาวรุ่งของทีม ซึ่งเป็นลูกชายของจอร์จ เวอา อดีตกองหน้ารางวัลบัลลง ดอร์ของเอซี มิลานลงสนามเป็นตัวจริงในเกมนั้น แต่หลังจากจบครึ่งแรกทีมแชมป์เก่ากลับเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 เลยทำให้ทูเคิ่ลตัดสินใจเปลี่ยนตัวตั้งแต่ช่วงพักครึ่งทันที โดยเอาคิลิยัน เอ็มบัเป้ลงสนามเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้ โดยเปลี่ยนตัวลงไปแทนธิโมธี เวอา ซึ่งครึ่งแรกเกมรุกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงถือว่าง่อยมากเลยทีเดียว เมื่อสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียง 4 ครั้งเท่านั้น และไม่สามารถยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ส่วนทีมเจ้าถิ่นได้โอกาสยิงไปถึง 11 ครั้งเลยทีเดียว

พอคิลิยัน เอ็มบัปเป้ลงสนาม ก็เหมือนสถานการณ์ของทีมก็เปลี่ยนไปทันที และเพียงนาทีที่ 53 เท่านั้น ทีมเยือนก็มาได้จุดโทษ และเป็นเนย์มาร์ ที่สังหารตีเสมอได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมาพื้นสนามก็เหมือนเป็นฟลอร์ให้กับเอ็มบัปเป้ได้โชว์เลยก็ว่าได้ ทั้งการเลี้ยงแหวกกองหลัง การพาพื้นที่ต่าง และสุดท้ายเขาก็แสดงความแตกต่างด้วยการทำ 2 ประตูให้ทีมพลิกกลับมาเอาชนะได้สำเร็จ 3-1 โดยเขามาทำประตูได้ในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 82 และนาทีที่ 90 ซึ่งเขาสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ทั้งๆ ที่อยู่ในสนามเพียง 45 นาทีเท่านั้น ซึ่งเหมือนเป็นการยกระดับความสามารถของเขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นนึงแล้ว ซึ่งหากนับเฉพาะครึ่งหลังเขาช่วยให้ทีมมีโอกาสยิงถึง 12 ครั้งเลยทีเดียว ซึ่งจะเห็นความแตกต่างจากครึ่งแรกได้อย่างชัดเจน

ปากพาจน

    กุสตาโว่ โปเยต์ เป็นอดีตกองกลางทีมชาติอุรุกวัยที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกกับทั้งเชลซี และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่เล่นได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ในช่วงยุคปลาย 90 ต่อช่วงต้นยุค 2000 โดยเขาแขวนสตั๊ดกับทางทีม “ไก่เดือยทอง” ไปเมื่อปี 2004 และหลังจากนั้นเขาก็ผันตัวเองไปทำงานด้านโค๊ชแทน โดยงานแรกของเขาคือการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเดนิส ไวส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ชวนมารับงานผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ลีดส์ ยูไนเต็ด และหลังจากนั้นมาเขาก็หันมาเอาดีในด้านของการเป็นกุนซือมาโดยตลอด โดยงานล่าสุดของเขาคือการได้คุมทีมบอร์กโดซ์ ทีมในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่เขาออกจากตำแหน่งการคุมทีมเซี่ยงไฮ้ เซินหัว ทีมดังในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนมาเพียง 4 เดือนเท่านั้น โดยกุนซือวัย 50 ปีชาวอุรุกวัยเข้ามากอบกู้สถานการณ์ของบอร์กโดซ์ได้อย่างสุดยอดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จากทีมที่ต้องอยู่ท้ายตาราง และอาจจะต้องลุ้นหนีการตกชั้น แต่ว่าเขาสามารถพาทีมบอร์กโดซ์จบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับที่ 6 ของตาราง และได้มาเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย โดยเฉพาะ 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่เขาพาทีมเอาชนะรวดได้ทั้งหมด ทำให้จบฤดูกาลได้อันดับที่ดีมาก

แต่ว่าล่าสุดจากเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโรป้า ลีกในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ที่กุสตาโว่ โปเยต์สามารถพาบอร์กโดซ์เอาชนะมาริอูโปล ทีมจากประเทศยูเครนไปได้ 2-1 โดยหลังเกมเขาไปให้สัมภาษณ์กับนักเตะ แล้วดันไปเผลอด่าประธานสโมสรของทางบอร์กโดซ์ ในเรื่องที่สโมสรตัดสินใจขายแกต็อง ลาบอร์ก กองหน้าวัย 24 ปีของทีมออกไปให้กับมงต์เปลิเย่ร์ ทีมในลีกเดียวกันด้วยค่าตัวเพียง 3 ล้านยูโรเท่านั้น ทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนทำให้ไปต่อว่าประธานสโมสรบอร์กโดซ์ สเตฟาน มาร์กแต็งออกสื่อ จนสุดท้ายทำให้เขาโดนสโมสรสั่งพักงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ปากพาซวยแท้ๆ สำหรับกุสตาโว่ โปเยต์ ทั้งๆ ที่อนาคตของเขากับทางบอร์กโดซ์กำลังจะไปได้สวยแท้ๆ แต่สุดท้ายหลังจากที่เขาพ้นการพักงานกลับมา เขาก็ถูกสโมสรตัดสินใจปลดออกจากตำแหน่งการเป็นกุนซือของสโมสร และพวกเขาเลือกที่จะตั้งเธียร์รี่ อองรี อดีตยอดนักเตะของอาร์เซน่อลที่ทำงานเป็นมือขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซในทีมชาติเบลเยี่ยมเข้ามารับตำแหน่งกุนซือของทีมแทน ซึ่งถือว่าเป็นการเป็นกุนซืออย่างเต็มตัวครั้งแรกของเขาด้วย

สุดท้ายก็ไม่ได้ย้าย

    ทั้งๆ ที่มีข่าวคราวการย้ายทีมมาก่อนที่ศึกฟุตบอลโลก 2018 เมื่อกลางเดือนมิถุนายนจะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ แต่ว่าจนถึงบัดนี้นาบิล เฟคีร์ เพลย์เมคเกอร์ดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกนั้นก็ยังไม่ได้ย้ายออกจากโอลิมปิก ลียงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าช่วงที่ตลาดซื้อขายของทีมในพรีเมียร์ลีกจะปิดลงจะกลับมามีข่าวหนาหูอีกรอบก็ตาม แต่ก็ไม่มีวี่แววการย้ายทีมในซัมเมอร์นี้แต่อย่างใด และถึงแม้ว่าเขาอาจจะยังได้ลุ้นการย้ายทีมในปีนี้อยู่ เนื่องจากตลาดการซื้อขายนักเตะลีกอื่นๆ ยังไม่ได้ปิดตัวลง แต่กัปตันทีมของลียงรายนี้ก็ไม่เคยมีข่าวว่าทีมอื่นนอกจากทีมในอังกฤษให้ความสนใจเลยแม้แต่ทีมเดียว

ในช่วงปิดฤดูกาลของลีกยุโรปได้ไม่นาน ได้มีข่าวอย่างหนาหูและตลอดสัปดาห์ว่าลิเวอร์พูล ทีมรองแชมป์ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้ติดต่อขอซื้อตัวนาบิล เฟคีร์ ตัวรุกของโอลิมปิก ลียงไปร่วมทีม ซึ่งเคยมีข่าวว่าได้ตกลงค่าตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยที่ 53 ล้านปอนด์โดยประมาณ และเหลือขั้นตอนอีกเล็กน้อยเท่านั้นก็จะปิดดีลย้ายทีมกันเรียบร้อย แต่ว่าสุดท้ายดีลดันมาล่มอย่างน่าเสียดายสุดๆ เมื่อทางลิเวอร์พูลเหมือนว่าจะไปขอต่อราคาจากฌอง มิเชล โอลาส ประธานสโมสรของโอลิมปิก ลียงลงมา เนื่องจากไม่มั่นใจในอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าของเฟคีร์ ที่เคยมีอาการบาดเจ็บอย่างหนักมาก่อนหน้านี้ ทำให้สุดท้ายทางลียงไม่พอใจข้อเสนอ จึงทำการล้มโต๊ะเจรจาไปในที่สุด และหลังจากนั้นมาก็เป็นช่วงของฟุตบอลโลกเริ่มต้นขึ้นพอดี ซึ่งเพลย์เมคเกอร์วัย 25 ปีก็ได้ลงสนามช่วยทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จอีกด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ได้แสดงถึงปัญหาด้านหัวเข่าของเขาแต่อย่างใด

และหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกก็เริ่มมีกระแสกลับมาอีกครั้งว่าลิเวอร์พูลจะขอหวนกลับมาเปิดโต๊ะทำการเจรจาอีกครั้ง ซึ่งก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาตลอดว่าลียงจะตั้งราคาที่สูงกว่าเดิมด้วย หลังจากที่เคยตกลงกันไว้ที่ 53 ล้านปอนด์ ทำให้ทีม “หงส์แดง” จึงหันไปคว้าตัวเซอร์ดาน ชากิรี่ ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์จากสโต๊ค ซิตี้แทน ซึ่งชากิรี่มีค่าฉีกสัญญาที่ถูกกว่ามากเพียง 13 ล้านปอนด์เท่านั้น เนื่องจากสโต๊คต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกด้วย ทำให้เฟคีร์ต้องเคว้งคว้างมาซักระยะ ก่อนจะมีเชลซีที่มาให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา แต่ตลาดซื้อขายพรีเมียร์ลีกก็ปิดไปเสียก่อน ทำให้เขาต้องอยู่ลียงต่อไป

ความห่างชั้น

    ศึกลีก เอิง ที่เป็นลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศส เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หลังจากที่มีนักธรุกิจใหญ่หลายรายเข้าไปเทคโอเวอร์สโมสรใหญ่ๆ ในลีกเมืองน้ำหอมนี้ และเริ่มซื้อซุเปอร์สตาร์นักฟุตบอลระดับโลกเข้ามาค้าแข้งด้วย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปคว้าพวกเดวิด เบ็คแฮ่ม และคนอื่นๆ มาร่วมทีมแล้ว และก็ตามมาด้วยโมนาโก ที่ก็เคยมีทั้งฮาเมส โรดริเกซ และราดาเมล ฟัลเกา  และโดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดที่สร้างความฮือฮามากที่สุดในวงการฟุตบอล ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่างๆ ตามมาจนถึงตอนนี้ด้วยก็คือ การที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เอาเงิน 222 ล้านยูโร เพื่อไปกระชากเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ชาวบราซิลมาจากอ้อมอกบาร์เซโลน่านั่นเอง ซึ่งก็ทำให้เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมากว่าลีลาของนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกจะเป็นอย่างไรในศึกลีก เอิง แต่มันก็ตามมาด้วยความห่างชั้นกันเกินไปภายในลีก และมันก็ทำให้การรับชม และการขับเขี้ยวแย่งแชมป์กันนั้นมันไม่มีความสนุกเอาเสียเลย

เนื่องจากทีมเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสไม่ได้มีแค่เนย์มาร์เพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเขายังมีเอดินสัน กาวานี่ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัย และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งที่ไปซื้อมาจากโมนาโกอีกด้วย รวมถึงนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ ที่เหนือกว่าทีมในลีกเดียวกันอีกมาก ทำให้พวกเขากลายเป็นของประเทศฝรั่งเศสไปเลย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็คว้าแชมป์ได้ทุกรายการภายในประเทศ ทั้งลีก เอิง เฟรนซ์ คัพ และเฟรนซ์ ลีก คัพ โดยมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่าทีมอื่นๆ อย่างมาก และเมื่อฤดูกาลที่แล้วในลีก เอิง พวกเขาก็ทิ้งโมนาโกที่เป็นอันดับ 2 ถึง 13 คะแนน ทั้งๆ ที่พวกเขาผ่อนคันเริ่งในช่วง 5 นัดสุดท้ายแล้ด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นความห่างชั้นที่เป็นช่องว่างที่ใหญ่มากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และก็ยังมีแนวโน้มว่าช่องว่างของความห่างชั้นนี้จะยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เมื่อทีมรองแชมป์อย่างโมนาโกก็เสียนักเตะตัวหลักออกไปอีกหลายราย ทั้งฟาบินโญ่ และโตมาส์ เลอมาร์ ทำให้พวกเขาจะอ่อนลงไปกว่าเดิมอีก ส่วนแชมป์อย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เสริมนักเตะอะไรเข้าทีมก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังเหนือกว่าทีมอื่นๆ เยอะมากอยู่ดี ซึ่งจะเห็นได้จากศึกโทรเฟ่ เดอ แชมปิญงล่าสุดที่ทั้ง 2 ทีมพบกัน ก็เป็นทางแชมป์เก่าที่ถล่มยับใส่รองแชมป์ถึง 4-0 ทั้งๆ ที่ใช้ผู้เล่นสำรองลงสนามแทบทั้งทีมด้วยซ้ำ

สวนทาง

    ในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้เคยมีโอลิมปิก ลียงเป็นยักษ์ใหญ่ และประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลฝรั่งเศสอยู่เพียงทีมเดียว และโมนาโกก็ยังเป็นทีมระดับกลางตารางเท่านั้น ส่วนปารีส แซงต์ แชร์กแมงนั้นก็เหมือนเป็นพวกทีมคนรวยที่ยังใช้เงินไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ และหมดไปกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยแต่ได้ของที่ไม่ดีมาใช้งาน และอีกทีมก็คือโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ก็เดี๋ยวดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เลยทำให้โอลิมปิก ลียงที่มีประธานสโมสรเป็นฌอง มิเชล โอลาสเป็นประธานสโมสรประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีก เอิงได้ถึง 7 สมัยซ้อน จนมาโดนบอร์กโดซ์แย่งคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จในฤดูกาล 2008-2009 และหลังจากนั้นมาลียงก็ไม่เคยประสบความสำเร็จได้แชมป์ลีก เอิงอีกเลย และยุคต่อๆ มาก็เป็นโมนาโกที่มีนายทุนเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ให้สโมสร รวมถึงปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย ทำให้ตอนนี้เหลือทีมยักษ์ใหญ่ในศึกลีก เอิงอยู่ประมาณ 4 ทีมเท่านั้น คือปารีส แซงต์ แชร์กแมง โมนาโก โอลิมปิก ลียง และโอลิมปิก มาร์กเซย ส่วนนอกนั้นเป็นทีมระดับกลางๆ จนถึงระดับล่างของลีกเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างทีมชั้นนำ กับทีมระดับกลางหรือระดับล่างก็คือเงินทุนในการทำทีมนั่นเอง ซึ่งบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จะมีมากกว่าอย่างแน่นอน และสามารถหาซื้อนักเตะระดับชั้นนำของยุโรปเข้ามาเสริมทีมได้ อย่างเช่นการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวเนย์มาร์จากบาร์เซโลน่ามาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นต้น แต่ทีมระดับกลางๆ อย่างพวกลีลล์ หรือแรนส์ที่พอมีนักเตะดีดี หรือดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลก็มักจะถูกบรรดายักษ์ใหญ่จากยุโรปดึงตัวไปร่วมทีม ซึ่งมันเป็นการสวนทางกันระหว่างทีมที่รวย กับทีมที่งบน้อยได้อย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้ก็เป็นสถานการณ์เดียวกับที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของลีกต่างทุ่มเงินซื้อนักเตะมาจากลีกอื่นๆ ในยุโรป โดยเฉพาะโมนาโก ที่คว้านักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายราย ซึ่งไม่ได้มาจากนอกประเทศอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเขาก็คว้านักเตะมาจากในประเทศหลายคนเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นทีมที่มีศักดินาเล็กกว่าพวกเขา ก็จะโดนดูดนักเตะไปร่วมทีม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวงการนี้ รวมถึงมีเรื่องธรุกิจ และความอยู่รอดของสโมสรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้บรรดาทีมเล็กๆ ก็ต้องยอมขายนักเตะเพื่อแลกเงินเข้ามาจุนเจือสโมสรแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำนี้ก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ และก็จะกลายเป็นการแข่งกันระหว่างทีมชั้นนำของลีกเท่านั้น

แหล่งสินค้าส่งออก

   สินค้าส่งออกที่ดังๆ ของประเทศฝรั่งเศสก็เห็นจะเป็นของจำพวกน้ำหอมต่างๆ หรือเครื่องดื่มจำพวกไวน์ แชมเปญน์ แต่ตอนนี้มีของที่ส่งออกอีกอย่างหนึ่งที่กำลังดังและมีคุณภาพมากๆ ก็คือนักฟุตบอลของพวกเขานั่นเอง ที่ประเทศฝรั่งเศสได้แชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุดนั้นมันไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเลยแม้แต่น้อย แต่มันมาจากการบ่มเพาะปลูกผังเยาวชนของพวกเขาต่างๆ ซึ่งที่ฝรั่งเศสมีศูนย์ฝึกฟุตบอลชื่อดังคือเกลอ ฟรองค์ แต็ง ที่เป็นที่โด่งดังเลื่องชื่อว่าผลิตนักฟุตบอลระดับโลกมากมาย ซึ่งเป็นเหมือนกับลา มาเซียของสเปนนั่นเอง โดยตอนนี้ในลีก เอิง มีทีมที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งคุณภาพขึ้นมามากมาย ทั้งโอลิมปิก ลียงที่เคยปั้นพวกฮูโก้ ยอริส และคาริม เบนเซม่ามาแล้ว ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็เริ่มมีผลผลิตดาวรุ่งขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่แล้วอย่างอาเดรี้ยน ราบิโอต์นั่นเอง และอีกทีมคือโมนาโก ที่นักเตะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดหใญ่มากมาย และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งอ็องโตนี่ มาร์กซิยัล คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และโตมาส์ เลอมาร์ ซึ่งนักเตะเหล่านี้ทำกำไรให้กับพวกเขาไปกว่า 200 ล้านยูโรเลยทีเดียว และกลายเป็นสินค้าส่งออกชั้นยอดของเมืองโมนาโกไปแล้ว

โมนาโกมีนักเตะก้าวขึ้นมาโด่งดังพร้อมกันในยุคที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จเมื่อ 2016-2017 ซึ่งฤดูกาลนั้นนักเตะของพวกเขาโด่งดังขึ้นมายกแผง ทั้งฟาบินโญ่ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ 2 กองกลางตัวหลัก โตมาส์ เลอมาร์ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ตัวรุกทั้ง 2 ข้าง ซึ่ง 2 ปีมานี้พวกเขาส่งนักเตะออกไปหมดแล้ว และได้เงินกลับมาเกือบ 300 ล้านยูโรเลยทีเดียว และพวกเขาก็ใช้วิธีการไปซื้อดาวรุ่งจากทีมอื่นมาเสริมทีม และเตรียมที่จะปั้นต่อ โดยเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีสพร้อมจับดาวรุ่งส่งลงสนามพร้อมกันอยู่แล้ว และใช้วิธีการของเขาในการทำทีมด้วยการเล่นเกมรุก และทีมประสบความสำเร็จมีผลงานที่ดี ซึ่งนักเตะก็จะมีผลงานดีตามไปด้วย ทำให้เวลาขายนักเตะพวกเขาก็จะได้ขายในราคาที่แพงเสมอ เหมือนเป็นพวกของขึ้นห้างยังไงยังงั้น และค่อนข้างรับประกันคุณภาพได้ดี หากผ่านการปลุกปั้นมาจากโมนาโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมือนกับการผ่าน QC มาแล้วนั่นเอง ซึ่งนักเตะที่พวกเขาขายออกไปในช่วง 2-3 ปีมานี้ก็ประสบความสำเร็จกันแทบจะทุกราย ซึ่งจะรวมไปถึงเมื่อหลายฤดูกาลก่อนก็ได้ ทั้งฮาเมส โรดริเกซ หรืออ็องโตนี่ มาร์กซิยัลก็ผ่านโมนาโกมาแล้วทั้งนั้น