ผลงานของ ‘วิเอร่า’

live22sure.com

   เหล่านักเตะระดับพระกาฬในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ต่อมาจนถึงช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 2000 หลายๆ คนก็ได้ทำการแขวนสตั๊ดกันไปหมดแล้ว โดยก็มีหลายคนด้วยกันที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม และมีบางส่วนที่หันไปเป็นผู้บรรยาย หรือว่านักเตะวิเคราะห์ตามสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ในอังกฤษ โดยนักเตะชื่อดังส่วนใหญ่นั้นก็เลือกที่จะหันมาเป็นกุนซือหลายคนทีเดียว ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศส ที่คุมทีมเรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่จากสเปนเพียงแค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้น แต่กลับสามารถพาทีม “ราชันยุชุดขาว” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ด้วย และนักเตะฝรั่งเศสรุ่นน้องหลายคนก็ได้เจริญรอยตามการเป็นกุนซือหลายคนเช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็คือปาทริค วิเอร่า อดีตกองกลางตัวรับพันธุ์ดุของอาร์เซน่อล และทีมชาติฝรั่งเศสนั่นเอง

            ปาทริค วิเอร่า ในวัย 42 ปีไม่ใช่เพิ่งมาทำงานโค๊ชในฤดูกาลนี้แต่อย่างใด แต่เขาเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนแขวนสตั๊ดกับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้เมื่อปี 2011 แล้ว โดยเขาได้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารฟุตบอลของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในตอนนั้น และได้เริ่มมีโอกาสเป็นกุนซือให้กับทีมนิวยอร์ค ซิตี้ ในปี 2016 ซึ่งก็เป็นทีมในเครือเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั่นเอง โดยผลงานการคุมทีมของอดีตนักเตะอาร์เซน่อลยุคไร้พ่ายรายนี้ถือว่าไม่เลวทีเดียว โดยเขาสามารถพาทีมนิวยอร์ค ซิตี้ ทำอันดับได้ดีกว่าเดิมถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และในฤดูกาลล่าสุดนี้เขาก็ทำทีมไม่แพ้ใครเลยในช่วง 7 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาหาความท้าทายใหม่ในการคุมทีมในยุโรป ซึ่งมีนีซ ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาพอดี ทำให้เขาตัดสินใจมาคุมทีมในที่สุด

ผลงานของนีซ ทีมทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในฤดูกาลนี้ก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว ถึงแม้ว่าจะเริ่มฤดูกาลได้ไม่ดีก็ตาม แต่ระยะหลังมานี้พวกเขาสามารถเริ่มเก็บชัยชนะติดต่อกัน ทำให้ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับหัวตารางแล้ว แต่ปัญหาของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรุกที่ไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง มิเช่นนั้นพวกเขาน่าจะทำอันดับได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะมาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าจอมเกรียนชาวอิตาเลี่ยน ที่ยังไม่สามารถทำประตูช่วยทีมในฤดูกาลนี้ได้เลย ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังมากๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาเสียอลาสซาน เปลอา กองหน้าตัวเก่งไปให้กับกลัดบัคในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลด้วย ทำให้แนวรุกของทีมนั้นมีปัญหาทันที แต่ถือว่าเท่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือของปาทริค วิเอร่าพอสมควรแล้ว

 

ความท้าทายของ ‘อองรี’

    บทวิเคราะห์ฟุตบอลลีกเอิงโดย live22 ในตอนแรกที่มีข่าวว่าเธียร์รี่ อองรี อดีตยอดดาวเตะของสโมสรอาร์เซน่อล และของทีมชาติฝรั่งเศส ได้ตกลงรับงานคุมทีมโมนาโก ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสนั้น หลังจากที่ปฏิเสธรับงานจากหลายสโมสร แต่กลับมาเลือกคุมทีมในบ้านเกิดอย่างโมนาโก ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเลือกรับงานที่ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของทีมในตอนนั้นจะไม่ดี และต้องตกอยู่ในโซนท้ายตารางก็ตาม แต่ว่าทีมรองแชมป์เก่าทีมนี้มีนักเตะฝีเท้าเยี่ยมอยู่ในทีมหลายราย รวมถึงยังมีนักเตะดาวรุ่งชั้นยอดที่ซื้อเข้ามาในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาหลายคนด้วย ทำให้ถูกมองว่ากุนซือวัย 40 ปีน่าจะเข้ามาคุมทีมโมนาโกได้อย่างราบรื่นในช่วงที่เหลือของฤดูกาล และค่อยไปว่ากันใหม่ในฤดูกาลหน้า แต่ความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย เมื่อนักเตะตัวหลักของพวกเขานั้นต่างได้รับบาดเจ็บกันเกินครึ่งทีมเสียด้วยซ้ำ ทำให้ต้องมีการดันนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่หลายคนทีเดียวในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา

โดยหากให้ไล่นักเตะจากทีมใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บในฤดูกาลนี้นั้นถือว่ายาวเป็นห่างว่าวเลยทีเดียว โดยไล่มาตั้งแต่สเตวาน โยเวติช กองหน้าตัวเก่งทีมชาติมอนเตเนโกร ที่บาดเจ็บมาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ภาระหนักต้องไปตกอยู่ที่ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบียเพียงคนเดียว ซึ่งกัปตันทีมชาติโคลอมเบียก็อายุถึง 32 ปีแล้ว ทำให้ช่วยทีมได้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ายังเป็นดาวซัลโวประจำทีมในฤดูกาลนี้อยู่ นอกจากนั้นยังขาดปิเอโตร เปเญกรี กองหน้าดาวรุ่งอนาคตไกลวัย 17 ปีที่ได้รับบาดเจ็บยาวไปอีกรายด้วย นอกจากนั้นในแนวรับพวกเขายังต้องเสียดานิเยล ซูบาซิช นายประตูจอมหนึบที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมชาติโครเอเชียในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่บาดเจ็บยาวไปตั้แต่ช่วงต้นฤดูกาลอีก แถมฌิบริล ซิดิบี้ แบ็คขวาทีมชาติฝรั่งเศสก็มาบาดเจ็บเพิ่มไปอีก ส่วนนักเตะตัวความหวังที่ซื้อมาแพงอย่างอเล็กซานเดอร์ โกโลวิน เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติรัสเซียก็มีช่วงที่บาดเจ็บ และติดโทษแบนไปด้วย ทำให้เธียร์รี่ อองรี โดนรับน้องการเป็นกุนซือใหม่อย่างหนักทีเดียวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขาเหลือตัวเลือกในการใช้งานไม่มากนัก ทำให้ผลงานนั้นยังกระท่อนกระแท่นอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ท้าทายมากๆ กับกุนซือปากห้อยรายนี้

10 สมัยที่ยังไม่มีใครแซง

    การแข่งขันฟุตบอลศึกลีก เอิง ของประเทศฝรั่งเศส ถือว่าได้เริ่มต้นขึ้นมาเกินกว่า 80 ปีแล้ว หลังจากที่ก่อตั้งลีกสูงสุดมาเมื่อปี 1932 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อการแข่งขันมาเป็นศึกลีก เอิงเมื่อปี 2002 นี่เอง ซึ่งถือว่าเป็นลีกที่แปลกพอสมควร เมื่อไม่มีทีมไหนเลยที่เป็นทีมมหาอำนาจมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งลีก และสามารถยืนระยะได้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยทีมที่เป็นยักษ์ใหญ่ของลีกนี้มักจะถูกเปลี่ยนมือโดยตลอด ทำให้ทีมที่สามารถคว้าแชมป์ลีก เอิงได้มากที่สุดเพียงแค่ 10 สมัยเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือทีม “ยักษ์เขียว” แซงต์ เอเตียนน์นั่นเอง ซึ่งพวกเขาเคยเป็นเต้นแห่งวงการฟุตบอลฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษที่ 60 – 70 ที่พวกเขากวาดแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาได้แชมป์เฟรนซ์ คัพอีกหลายสมัยด้วยในช่วงนั้น รวมถึงในฟุตบอลยุโรปพวกเขาก็เป็นถึงรองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพในปี 1976 ด้วย โดยพวกเขาคว้าแชมป์ลีก เอิงสมัยที่ 10 ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายของพวกเขาในปี 1980-1981 และหลังจากนั้นมาพวกเขาก็ไม่เคยคว้าแชมป์ได้อีกเลยย แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้มากที่สุดอยู่ดี

หลังจากที่หมดยุครุ่งเรืองของแซงต์ เอเตียนน์ไป ก็มีช่วงเวลาที่หลายสโมสรผลัดกันชึ้นมาคว้าแชมป์ลีก เอิงกันหลายทีมด้วยกัน แต่ทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือโอลิมปิก ลียง ที่มีฌอง มิเชล โอลาส ประธานสโมสรหน้าเลือดบริหารทีมนั่นเอง ซึ่งพวกเขาเป็นมหาอำนาจลูกหนังของเมืองน้ำหอมในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งช่วงนั้นลียง คว้าแชมป์ลีก เอิงได้ถึง 7 สมัยติดต่อกัน ก่อนที่จะมาเสียแชมป์ให้กับบอร์กโดซ์ในฤดูกาลต่อมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการผลัดกันเป็นแชมป์อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ได้กลุ่มทุนจากตะวันออกกลางเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และลงทุนซื้อนักเตะซุเปอร์สตาร์เข้าสู่ทีมมากมาย ทำให้พวกเขาเริ่มกวาดแชมป์เข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง จากที่ตอนแรกพวกเขาเคยเป็นแชมป์เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาคว้าแชมป์ไปแล้วถึง 7 สมัย และตามหลังแซงต์ เอเตียนน์เพียง 3 สมัยเท่านั้น แต่เหมือนว่าสถิตินี้นันอยู่มาอย่างยาวนานแล้ว และมักเกิดอาถรรย์กับทีมที่กำลังมีโอกาสแซงหน้าเป็นแชมป์เกิน 10 สมัยอยู่ตลอด ซึ่งหากว่าเจ้าของสโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ถอดใจขายสโมสรไปเสียก่อน สถิติแชมป์ลีก 10 สมัย น่าจะโดนพวกเขาทำลายลงได้ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้อย่างแน่นอน ซึ่งต้องมาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

ข้อมูลโดย 918kiss

 

จากเกือบตกชั้น กลายเป็นทีมหัวตาราง

    ทีม “ตราหมา” ลีลล์ ที่มีโลโก้เป็นรูปสุนัข ต้องกระเสือกกระสนหนีการตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยพวกเขามารอดพ้นจากการตกชั้นอย่างหวุดหวิดในช่วง 5 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่พวกเขาเก็บชัยชนะได้ถึง 3 นัด ทำให้ทีมทำคะแนนแซงหน้าทรัวส์ และตูลูส ขึ้นมาอยู่ในโซนปลอดภัยได้สำเร็จ ด้วยฝีมือการคุมทีมของคริสตอฟ กัลติเย่ร์ กุนซือวัย 52 ปีที่เข้ามาคุมทีมเมื่อปลายปีที่แล้ว และพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนรอดพ้นการตกชั้นในที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นมาร์เซโล่ บิเอลซ่า ยอดกุนซือชาวอาร์เจนไตน์รับหน้าที่คุมทีมลีลล์ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ จนโดนปลดจากตำแหน่งในที่สุด ทำให้โดนปลดก่อนช่วงสิ้นปีไม่กี่วันเท่านั้น และสโมสรได้ตัวกัลติเย่ร์ที่ว่างงานในช่วงนั้นพอดีเข้ามาแทนที่

ก่อนหน้านี้คริสตอฟ กัลติเย่ร์ กุนซือวัย 52 ปี เคยเป็นกุนซือของแซงต์ เอเตียนน์ในศึกลีก เอิงมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2009 จนจบฤดูกาล 2017 ซึ่งเป็นเวลากว่า 8 ปีเลยทีเดียว ซึ่งเขาออกจากแซงต์ เอเตียนน์เนื่องจากหมดสัญญากันพอดี และเขาต้องการหาทีมใหม่คุมด้วย ซึ่งก้ว่างงานอยู่หลายเดือนทีเดียวก่อนที่ลีลล์จะไปจ้างมาคุมทีมเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาเคยคุมแซงต์ เอเตียนน์ เป็นแชมป์เฟรนซ์ ลีก คัพมาแล้วในปี 2013 ซึ่งฤดูกาลนั้นเขาได้เป็นกุนซือยอดเยี่ยมของศึกลีก เอิงอีกด้วย โดยได้คะแนนโหวตเท่ากับคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่คุมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงอยู่ในตอนนั้นด้วย

นอกจากลีลล์จะสามารถรอดพ้นจากการตกชั้นเมื่อฤดูกาลก่อนได้แล้ว ในฤดูกาลนี้คริสตอฟ กัลติเย่ร์ ยังสามารถพาทีมลีลล์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยจากทีมหนีตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ฤดูกาลนี้พวกเขากลับกลายเป็นทีมระดับหัวตารางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อผ่านไปเกือบครึ่งฤดูกาล ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเก็บชัยชนะทั้งฤดูกาลไปได้เพียงแค่ 10 นัดเท่านั้น แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขาเล่นแค่เพียงฤดูกาลก็สามารถเก็บชัยชนะได้เท่าฤดูกาลก่อนแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการของทีมที่สุดยอดมากๆ ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขามีโอกาสที่จะทำอันดับติดไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้าสูงมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ในศึกลีก เอิงได้เพียงแค่ 3 อันดับแรกเท่านั้น แต่ฤดูกาลนี้โมนาโกที่เป็นทีมหัวตารางมาหลายฤดูกาลมาฟอร์มตกพอดี ทำให้ลีลล์มีโอกาสมากทีเดียว ที่จะคว้าพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรปในฤดูกาลหน้าได้

ข้อมูลจาก สล็อต

ปารีสฯ กับกฏ FFP

    ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีของลีก เอิงในฝรั่งเศสกำลังมีปัญหาในเรื่องของการใช้เงินซื้อนักเตะเกินงบดุลที่พวกเขาหารายได้มา ซึ่งกำลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่าจ้องเล่นงานอยู่ตลอด ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่พวกเขาไปทุ่มเงิน 222 ล้านยูโรคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า และแถมยังไปคว้าตัวคิลิยัน เอ็มบัปเป้มาจากโมนาโกอีก 180 ล้านยูโรในช่วงซัมเมอร์นี้อีก คราวนี้ทำให้พวกเขาจะถูกสอบสวนอีกครั้ง และจะมีคำตัดสินว่ามีความผิดหรือไม่ออกมาในเร็วๆ นี้ด้วย ซึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้นอกจากว่าพวกเขาจะไปซื้อขาดคิลิยัน เอ็มบัปเป้มาแล้ว และล่าสุดพวกเขาก็พึ่งไปคว้าตัวธิโล เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งมาจากชาลเก้ 04 ด้วยค่าตัว 37 ล้านยูโรอีกด้วย ซึ่งมันทำให้จากที่ถูกจ้องเล่นงานอยู่แล้ว และยิ่งไปใช้เงินซื้อนักเตะเข้ามาอีก ก็ยิ่งทำให้เป็นจุดสนใจมากขึ้นด้วย ทั้งๆ ที่พวกเขาก็นิ่งมาตลอดในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งนอกจากเอ็มบัปเป้แล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เซ็นต์สัญญานักเตะฟรีเอเย่นต์อย่างจิอันลุยจิ บุฟฟ่อนเพียงคนเดียวเท่านั้น

หากคำตัดสินของสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปออกมาเป็นแนวทางว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงรอดจากการตัดสินว่าผิดกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ก็ถือว่าพวกเขาจะรอดตัวไป แต่มันก็จะเกิดคำถามขึ้นอย่างแน่นอน ว่าทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ใช้งบประมาณไปเกือบ 500 ล้านยูโรในช่วง 2 ฤดูกาล ทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะมีรายได้มากขนาดนั้นเลยหรือ? ซึ่งจะเป็นคำถามที่ต้องตามมาแน่ๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องของการบริหาร ซึ่งพวกเขาก็คงจะมีวิธีลัดเลาะต่างๆ ที่ทำให้อาจจะรอดตัวก็ได้ แต่หากว่าถูกตัดสินว่าจะมีความผิดกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ละก็ ทีนี้ความบันเทิงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะบทลงโทษของกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ก็คือการห้ามเล่นฟุตบอลยุโรปจนกว่าจะทำให้บัญชีของทีมนั้นๆ กลับมาอยู่ให้ตามเงื่อนไขของทางยูฟ่า ให้ได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือเป็นการบังคับขายนักเตะออกจากทีมนั่นเอง ซึ่งสุดท้ายต้องมาดูด้วยว่าพวกเขาติดลบเท่าไหร่ และต้องขายนักเตะเพื่อให้ได้เงินมาเท่าไหร่ถึงจะหลุดพ้นจากกฏเกณฑ์นี้ ซึ่งด้วยเวลาของตลาดซื้อขายนักเตะที่กระชั้นชิดเข้ามาแล้วด้วย ทำให้พวกเขาจะต้องเสียเปรียบในการต่อรองอย่างแน่นอน ซึ่งเดี๋ยวเราคงได้เห็นคำตัดสินที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปจะออกมาประกาศกันแล้ว

เรียบเรียงข้อมูลโดย 918kissbyp8.com

บทบาทใหม่ของดิ มาเรีย

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ถือว่าเคยเป็นนักเตะที่มีสถิติค่าตัวสูงอันดับต้นๆ ของโลกคนหนึ่ง ในสมัยที่เขาย้ายจากเรอัล มาดริดมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2014 ด้วยค่าตัวสูงถึง 59.7 ล้านปอนด์(ข้อมูลจาก scr888)เลยทีเดียว ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่เข้ามาคุมทีมหลังจากพาทีมชาติฮอลแลนด์คว้าอันดับ 3 ในฟุตอบโลกที่บราซิลได้สำเร็จ แต่กลับมาเล่นอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นก็เหมือนกับถอดใจ และไม่อยากจะสู้ต่อแล้ว เนื่องจากเขาไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษได้ ซึ่งอังกฤษเป็นลีกที่มีการปะทะกันสูงที่สุดลีกหนึ่งของโลก แต่ด้วยรูปร่างของเขาที่ผอมกระหร่องทำให้เวลาเบียดแย่งบอลกันนั้นเขาแพ้ตลอด ทำให้ไม่สามารถไปเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ง่ายๆ เหมือนอย่างสมัยที่เขาค้าแข้งงกับเรอัล มาดริด และจึงขอย้ายทีมในฤดูกาลถัดมาทันที

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมเขาจึงตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 44 ล้านปอนด์ และเขาก็อยู่ค้าแข้งในถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วงแรกเขาก็ได้รับบทบาทเป็นตัวจริงตลอด 2 ฤดูกาลแรก แต่หลังจากการมาของเนย์มาร์ ซุเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ที่มาแย่งตำแหน่งตัวจริงของเขาไป เนื่องจากเล่นในตำแหน่งกองหน้าทางฝั่งซ้ายทับกันเต็มๆ ทำให้เขาต้องมารับบทบาทเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น หรือไม่ก็จะได้ลงสนามในฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ หรือในนัดที่ทีมต้องการพักตัวหลักไว้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทใหม่ของเขาเลยทีเดียว แต่ดิ มาเรียก็ทำผลงานให้ทีมได้ดีในการลสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็สามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งในวัย 30 ปีแล้วการหลุดมาเป็นตัวสำรองบ้างก็ถือว่าดีสำหรับการใช้งานเขาในระยะยาวด้วยซ้ำ เนื่องจากร่างกายของเขาจะไม่ได้ถูกใช้งานมากจนเกินไปในแต่ละฤดูกาล

ฤดูกาลนี้อังเดล ดิ มาเรียต้องมาพบกับกุนซือใหม่อีกครั้งเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมัน ซึ่งนัดอย่างเป็นทางการนัดแรกของเขาก็ใช้อังเคล ดิ มาเรียทันที เนื่องจาก 3 ตัวหลักในแนวรุกต่างยังไม่พร้อมที่จะเป็นตัวจริงในเกมนี้ ซึ่งดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าวัย 30 ปีก็ยังทำผลงานได้อย่างสุดยอด โดยทำถึง 2 ประตูช่วยให้ทีมยำใหญ่โมนาโก 4-0 แต่ดูเหมือนว่าบทบาทของเขาจริงๆ ในฤดูกาลนี้ก็คงจะเป็นเพียงตัวสำรองหมายเลข 1 ในตำแหน่งตัวรุกเหมือนเดิม หาก 3 ประสานแดนหน้าของทีมกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว

 

 

หยุดที่ 14 นัด

   ฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ออกสตาร์ตฤดูกาลในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสได้อย่างยอดเยี่ยมตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์กันไว้ เมื่อพวกเขาเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เปิดฤดูกาล ถึงแม้ว่าช่วงแรกจะกระท่อนกระแท่น และเกือบไม่ชนะอยู่หลายนัดก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะคู่แข่งได้ตลอด ทำให้สุดท้ายแล้วพวกเขาเก็บชัยชนะในศึกลีก เอิงประจำฤดูกาลนี้มาอย่างต่อเนื่องถึง 14 นัด ซึ่งทำให้กลายเป็นสถิติใหม่ของลีกเลยทีเดียว ที่สามารถเก็บชัยชนะได้ติดต่อกันถึง 14 นัด โดยพวกเขามาหยุดในเกมที่ 15 ที่ต้องบุกไปเยือนบอร์กโดซ์ ซึ่งปารีส แซงต์ แชร์กแมงสามารถออกนำได้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา จากเนย์มาร์ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ แต่สุดท้ายแล้วกลับถูกเจ้าถิ่นตามตีเสมอได้ทั้ง 2 ครั้ง ทำให้หยุดสถิติชนะติดต่อกันลงที่ 14 นัดเท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาทำลายสถิติได้เพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น คือสามารถเก็บชัยชนะได้ยาวนานที่สุดใน 1 ฤดูกาล แต่ไม่สามารถทำลายสถิติการเก็บชัยชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดของโมนาโกลงได้ ซึ่งโมนาโกทำไว้ในฤดูกาล 2015-2016 ต่อด้วย 2016-2017 ที่พวกเขาเก็บชัยชนะได้ติดต่อกันถึง 16 นัดด้วยกัน

โดยหลังจากที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงหยุดสถิติเก็บชัยชนะติดต่อกันไว้ที่ 14 นัดแล้ว นัดต่อมาพวกเขาก็ทำได้เพียงแค่เสมอกับสตราส์บูร์กอีก 1-1 แต่พวกเขาแทบจะไม่สะทบสะท้านกับสถานการณ์ในลีก เอิงเลยด้วยซ้ำ เมื่อพวกเขาสามารถทำคะแนนทิ้งห่างทีมรองจ่าฝูงอย่างทีมลีลล์ ที่ฟอร์มแรงในฤดูกาลนี้ไปได้เกิน 10 คะแนนทั้งๆ ที่เล่นกันไปยังไม่ถึงครึ่งฤดูกาลด้วยซ้ำ ซึ่งแทบจะไม่มีปัญหาสำหรับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 8 ของสโมสรในฤดูกาลนี้ และจะเป็นแชมป์ฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน หากว่าพวกเขาสามารคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ตามที่คาดการณ์กันเอาไว้ แต่ว่าอันที่จริงการคว้าแชมป์ลีก เอิงนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่พวกเขาตั้งเป้าเอาไว้เสียด้วยซ้ำ แต่เป็นสิ่งต้องได้ต่างหาก เพราะว่าศักยภาพของทีมของพวกเขานั้นเหนือชั้นกว่าทีมคู่แข่งในลีกมากมายเลยทีเดียว เพราะคู่ต่อกรอย่างโมนาโกที่เคยโค่นพวกเขาคว้าแชมป์ไปเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนก็ขายนักเตะออกจากทีมไปหมดแล้ว ทำให้ฤดูกาลนี้ไม่มีคู่แข่งที่สูสีกับพวกเขาอีกเลย ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาตั้งเป้าหมายไปที่การลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเสียมากกว่า ซึ่งเป็นถ้วยที่กลุ่มทุนจากตะวันออกกลางที่เป็นเจ้าของสโมสรต้องการเป็นอย่างมาก และต้องการคว้าถ้วยบิ๊ก เอียร์มาตั้งแต่ซื้อสโมสรเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนแล้วด้วย

ประโยชน์จากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์

    หลังจากที่มีดีลนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปทุ่มเงินฉีกสัญญาคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าชื่อก้องโลกมาจากบาร์เซโลน่า ด้วยจำนวนเงิน 222 ล้านยูโร ทำให้ตลาดนักเตะนั้นมีความปั่นป่วนในเรื่องของค่าตัวในการซื้อขายต่อๆ กันไปด้วย หรือที่แฟนบอล หรือนักวิเคราะห์เรียกกันว่าเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์นั่นเอง ซึ่งมันทำให้การซื้อขายนักเตะนั้นเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเคสของเนย์มาร์จะถูกนำมาเป็นข้ออ้างทันทีในการเจรจาต่อรองกันแต่ละรอบ แต่อันที่จริงกรณีของเนย์มาร์นั้นเป็นการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงยอมทุ่มเงินฉีกสัญญามา ซึ่งไม่ได้เป็นการตกลงค่าตัวกันของทั้ง 2 สโมสร ทำให้ค่าตัวนั้นก็แพงเกินจริงไปมากด้วย แต่ในเมื่อมันมีเรื่องที่ให้เปรียบเทียบแล้ว ทีมที่อาจจะต้องเสียนักเตะตัวหลักไปก็คงจะต้องยกมาเป็นข้ออ้างอย่างแน่นอน ซึ่งหลายๆ สโมสรยักษ์ใหญ่ก็ต้องเสียเงินมากขึ้นในการที่จะซื้อนักเตะแต่ละครั้ง และก็มีทีมที่เสียประโยชน์จากดีลช็อคโลกนี้มากมายทีเดียว แต่ทีมที่ดูเหมือนว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์นั้น เห็นว่าคงจะเป็นโมนาโก ทีมรองแชมป์ลีก เอิงฤดูกาลล่าสุดนั่นเอง

ในช่วงที่เกิดดีลของเนย์มาร์ขึ้น ก่อนหน้านั้นเป็นทางโมนาโกที่สามารถคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จเมื่อฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งฤดูกาลนั้นโมนาโก้มีนักเตะหลายคนที่ก้าวขึ้นมาเล่นได้อย่างโดดเด่นแทบทุกตำแหน่ง ซึ่งก่อนที่จะเกิดดีลของเนย์มาร์ พวกเขาก็ขายนักเตะออกจากทีมไปแล้วหลายคน ทั้งแบ็งฌาแมง เมนดี้ แบ็คซ้ายตัวหลัก แบร์นาร์โด้ ซิลวา เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติโปรตุเกส ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ กองกลางคนสำคัญ ที่ขายออกไปให้ทีมจากอังกฤษก่อนที่จะเกิดดีลของเนย์มาร์ขึ้น และหลังจากนั้นโมนาโก จะขายนักเตะได้ในราคาสูงมากหลังจากเนย์มาร์ย้ายมาร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงแล้ว ทั้งคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ก็ขายไปให้กับเปแอสเชนั่นเอง โตมาส์ เลอมาร์ ที่ขายให้กับแอตเลติโก มาดริดได้ค่าตัวมาถึง 75 ล้านยูโรเลยทีเดียว ฟาบินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลี่ยนที่ขายให้กับลิเวอร์พูลอีก 45 ล้านยูโร รวมถึงการขายนักเตะคนอื่นๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้อีกด้วย ที่ได้ค่าตัวนักเตะมาสูงมากทีเดียว จนทำให้ซัมเมอร์นี้โมนาโกฟันกำไรเข้าสู่สโมสรถึง 230 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ก็มีการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมหลายคนเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นทีมที่ได้ประโยชน์จากเนย์มาร์ เอฟเฟ็กต์มากที่สุดแล้ว

 

หนีเสือปะจรเข้

    ในตอนที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมเศรษฐีจากประเทศฝรั่งเศสมีข่าวว่าจะทุ่มเงินฉีกสัญญาซื้อตัวเนย์มาร์ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นคาดว่ามีแฟนบอลหลายคนที่ตั้งคำถามกับการย้ายทีมครั้งนี้เช่นกัน โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเนย์มาร์จะอยากย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงทำไม ในเมื่อสโมสรที่เขาอยู่อย่างบาร์เซโลน่า มีศักดิ์ที่ใหญ่กว่าทีมจากฝรั่งเศสอย่างแน่นอน ซึ่งถึงแม้ว่าทีมเมืองหลวงของฝรั่งเศสจะพร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับบาร์เซโลน่า แต่หากว่าตัวนักเตะไม่เล่นด้วย ดีลนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกครั้งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งมันเป็นความสมัครใจด้วยที่อดีตกองหน้าของซานโตสอยากจะย้ายทีม

เหตุผลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เนย์มาร์อยากที่จะเป็นนักเตะหมายเลข 1 ของโลก และไม่อยากอยู่ใต้ร่มเงาของลิโอเนล เมสซี่ ยอดดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกต่อไป จึงทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับทีมในฝรั่งเศสแทน ซึ่งจะทำให้เขาโชว์ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และได้มาเป็นพี่ใหญ่ หรือเอสของทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงอย่างเต็มตัว ซึ่งหากนับแค่เฉพาะฤดูกาลที่แล้วอย่างเดียว ก็ถือว่าการย้ายทีมของเขาก็ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจมากที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอเล่นไปเล่นมาแล้วเหมือนว่าเขาจะถูกพื้นที่สื่อกลืนกินออกไป คือเริ่มไม่เป็นที่สนใจขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตัวของลีก เอิง และทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงเองด้วย และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีก เอิงมาได้อย่างง่ายดายตามคาด ซึ่งไม่ได้มีความสนุกตื่นเต้นแต่อย่างใด และผลงานของเนย์มาร์ก็ไม่ได้โดดเด่นเป็นรูปธรรมจนกลายเป็นที่กล่าวขาน ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเนย์มาร์ก็ทำได้เพียง 19 ประตูเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าตอนที่เขาเล่นให้กับบาร์เซโลน่าด้วยซ้ำ

แต่การหนีเสืออย่างลิโอเนล เมสซี่ออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะหนีไม่หลุดพ้นเสียแล้ว เมื่อฤดูกาลนี้คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสกำลังก้าวขึ้นมาแรง และพร้อมที่จะแซงหน้าเขาในเร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งเพียงนัดแรกที่ดาวรุ่งวัย 19 ปีได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองในครึ่งเวลาหลัง เอ็มบัปเป้ก็ได้แสดงศักยภาพของเขาออกมาแล้ว ว่าเขาสามารถพลิกเกมให้ทีมได้ และกลายมาเป็นคนทำ 2 ประตูให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงพลิกกลับมาเอาชนะแก็งก็องส์ได้สำเร็จ ส่วนทางเนย์มาร์ทำประตูได้จากจังหวะจุดโทษเท่านั้น ซึ่งฤดูกาลนี้อาจจะเป็นอีกครั้งที่เนย์มาร์ถูกกลบรัศมีโดยคิลิยัน เอ็มบัปเป้ก็เป็นได้

ความโหดของเอ็มบัปเป้

    หลังจากที่คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองกหน้าดาวรุ่งที่มีส่วนช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ และเขาก็คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วย แต่หลังจากนั้นมากองหน้าวัย 19 ปีรายนี้ยังไม่ได้กลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเลยแม้แต่นัดเดียว จนกระทั่งมาถึงนัดที่ 2 ของฤดูกาลในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศส ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงต้องออกไปเยือนแก็งก็องต์ โดยเอ็มบัปเป้ได้เป็นแค่เพียงตัวสำรองเท่านั้นด้วย

ในเกมวันนั้นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือคนใหม่ชาวเยอรมันที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมในฤดูกาลนี้ โดยเขามารับงานต่อจากอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่ย้ายไปคุมอาร์เซน่อลแล้ว โดยทูเคิ่ลในเกมนั้นเขาจัดทัพมาในระบบ 4-3-3 ตามเดิม โดยกองหน้าเขาใช้เนย์มาร์ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนลงสนามเป็นตัวจริง ร่วมกับอังเคล ดิ มาเรีย ตัวรุกทีมชาติอาร์เจนติน่า และอีกคนคือธิโมธี เวอา กองหน้าดาวรุ่งของทีม ซึ่งเป็นลูกชายของจอร์จ เวอา อดีตกองหน้ารางวัลบัลลง ดอร์ของเอซี มิลานลงสนามเป็นตัวจริงในเกมนั้น แต่หลังจากจบครึ่งแรกทีมแชมป์เก่ากลับเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 เลยทำให้ทูเคิ่ลตัดสินใจเปลี่ยนตัวตั้งแต่ช่วงพักครึ่งทันที โดยเอาคิลิยัน เอ็มบัเป้ลงสนามเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้ โดยเปลี่ยนตัวลงไปแทนธิโมธี เวอา ซึ่งครึ่งแรกเกมรุกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงถือว่าง่อยมากเลยทีเดียว เมื่อสามารถหาโอกาสในการทำประตูได้เพียง 4 ครั้งเท่านั้น และไม่สามารถยิงตรงกรอบได้แม้แต่ครั้งเดียว ส่วนทีมเจ้าถิ่นได้โอกาสยิงไปถึง 11 ครั้งเลยทีเดียว

พอคิลิยัน เอ็มบัปเป้ลงสนาม ก็เหมือนสถานการณ์ของทีมก็เปลี่ยนไปทันที และเพียงนาทีที่ 53 เท่านั้น ทีมเยือนก็มาได้จุดโทษ และเป็นเนย์มาร์ ที่สังหารตีเสมอได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมาพื้นสนามก็เหมือนเป็นฟลอร์ให้กับเอ็มบัปเป้ได้โชว์เลยก็ว่าได้ ทั้งการเลี้ยงแหวกกองหลัง การพาพื้นที่ต่าง และสุดท้ายเขาก็แสดงความแตกต่างด้วยการทำ 2 ประตูให้ทีมพลิกกลับมาเอาชนะได้สำเร็จ 3-1 โดยเขามาทำประตูได้ในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 82 และนาทีที่ 90 ซึ่งเขาสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ทั้งๆ ที่อยู่ในสนามเพียง 45 นาทีเท่านั้น ซึ่งเหมือนเป็นการยกระดับความสามารถของเขาก้าวขึ้นไปอีกขั้นนึงแล้ว ซึ่งหากนับเฉพาะครึ่งหลังเขาช่วยให้ทีมมีโอกาสยิงถึง 12 ครั้งเลยทีเดียว ซึ่งจะเห็นความแตกต่างจากครึ่งแรกได้อย่างชัดเจน

ปากพาจน

    กุสตาโว่ โปเยต์ เป็นอดีตกองกลางทีมชาติอุรุกวัยที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกกับทั้งเชลซี และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่เล่นได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ในช่วงยุคปลาย 90 ต่อช่วงต้นยุค 2000 โดยเขาแขวนสตั๊ดกับทางทีม “ไก่เดือยทอง” ไปเมื่อปี 2004 และหลังจากนั้นเขาก็ผันตัวเองไปทำงานด้านโค๊ชแทน โดยงานแรกของเขาคือการเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเดนิส ไวส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ชวนมารับงานผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ลีดส์ ยูไนเต็ด และหลังจากนั้นมาเขาก็หันมาเอาดีในด้านของการเป็นกุนซือมาโดยตลอด โดยงานล่าสุดของเขาคือการได้คุมทีมบอร์กโดซ์ ทีมในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่เขาออกจากตำแหน่งการคุมทีมเซี่ยงไฮ้ เซินหัว ทีมดังในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนมาเพียง 4 เดือนเท่านั้น โดยกุนซือวัย 50 ปีชาวอุรุกวัยเข้ามากอบกู้สถานการณ์ของบอร์กโดซ์ได้อย่างสุดยอดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จากทีมที่ต้องอยู่ท้ายตาราง และอาจจะต้องลุ้นหนีการตกชั้น แต่ว่าเขาสามารถพาทีมบอร์กโดซ์จบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับที่ 6 ของตาราง และได้มาเล่นในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย โดยเฉพาะ 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่เขาพาทีมเอาชนะรวดได้ทั้งหมด ทำให้จบฤดูกาลได้อันดับที่ดีมาก

แต่ว่าล่าสุดจากเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโรป้า ลีกในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ที่กุสตาโว่ โปเยต์สามารถพาบอร์กโดซ์เอาชนะมาริอูโปล ทีมจากประเทศยูเครนไปได้ 2-1 โดยหลังเกมเขาไปให้สัมภาษณ์กับนักเตะ แล้วดันไปเผลอด่าประธานสโมสรของทางบอร์กโดซ์ ในเรื่องที่สโมสรตัดสินใจขายแกต็อง ลาบอร์ก กองหน้าวัย 24 ปีของทีมออกไปให้กับมงต์เปลิเย่ร์ ทีมในลีกเดียวกันด้วยค่าตัวเพียง 3 ล้านยูโรเท่านั้น ทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนทำให้ไปต่อว่าประธานสโมสรบอร์กโดซ์ สเตฟาน มาร์กแต็งออกสื่อ จนสุดท้ายทำให้เขาโดนสโมสรสั่งพักงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ปากพาซวยแท้ๆ สำหรับกุสตาโว่ โปเยต์ ทั้งๆ ที่อนาคตของเขากับทางบอร์กโดซ์กำลังจะไปได้สวยแท้ๆ แต่สุดท้ายหลังจากที่เขาพ้นการพักงานกลับมา เขาก็ถูกสโมสรตัดสินใจปลดออกจากตำแหน่งการเป็นกุนซือของสโมสร และพวกเขาเลือกที่จะตั้งเธียร์รี่ อองรี อดีตยอดนักเตะของอาร์เซน่อลที่ทำงานเป็นมือขวาของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซในทีมชาติเบลเยี่ยมเข้ามารับตำแหน่งกุนซือของทีมแทน ซึ่งถือว่าเป็นการเป็นกุนซืออย่างเต็มตัวครั้งแรกของเขาด้วย