บทบาทใหม่ของดิ มาเรีย

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ถือว่าเคยเป็นนักเตะที่มีสถิติค่าตัวสูงอันดับต้นๆ ของโลกคนหนึ่ง ในสมัยที่เขาย้ายจากเรอัล มาดริดมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2014 ด้วยค่าตัวสูงถึง 59.7 ล้านปอนด์(ข้อมูลจาก scr888)เลยทีเดียว ในยุคการคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ที่เข้ามาคุมทีมหลังจากพาทีมชาติฮอลแลนด์คว้าอันดับ 3 ในฟุตอบโลกที่บราซิลได้สำเร็จ แต่กลับมาเล่นอยู่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นก็เหมือนกับถอดใจ และไม่อยากจะสู้ต่อแล้ว เนื่องจากเขาไม่สามารถปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษได้ ซึ่งอังกฤษเป็นลีกที่มีการปะทะกันสูงที่สุดลีกหนึ่งของโลก แต่ด้วยรูปร่างของเขาที่ผอมกระหร่องทำให้เวลาเบียดแย่งบอลกันนั้นเขาแพ้ตลอด ทำให้ไม่สามารถไปเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ง่ายๆ เหมือนอย่างสมัยที่เขาค้าแข้งงกับเรอัล มาดริด และจึงขอย้ายทีมในฤดูกาลถัดมาทันที

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมเขาจึงตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 44 ล้านปอนด์ และเขาก็อยู่ค้าแข้งในถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วงแรกเขาก็ได้รับบทบาทเป็นตัวจริงตลอด 2 ฤดูกาลแรก แต่หลังจากการมาของเนย์มาร์ ซุเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว ที่มาแย่งตำแหน่งตัวจริงของเขาไป เนื่องจากเล่นในตำแหน่งกองหน้าทางฝั่งซ้ายทับกันเต็มๆ ทำให้เขาต้องมารับบทบาทเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น หรือไม่ก็จะได้ลงสนามในฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ หรือในนัดที่ทีมต้องการพักตัวหลักไว้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทใหม่ของเขาเลยทีเดียว แต่ดิ มาเรียก็ทำผลงานให้ทีมได้ดีในการลสนามเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็สามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งในวัย 30 ปีแล้วการหลุดมาเป็นตัวสำรองบ้างก็ถือว่าดีสำหรับการใช้งานเขาในระยะยาวด้วยซ้ำ เนื่องจากร่างกายของเขาจะไม่ได้ถูกใช้งานมากจนเกินไปในแต่ละฤดูกาล

ฤดูกาลนี้อังเดล ดิ มาเรียต้องมาพบกับกุนซือใหม่อีกครั้งเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมัน ซึ่งนัดอย่างเป็นทางการนัดแรกของเขาก็ใช้อังเคล ดิ มาเรียทันที เนื่องจาก 3 ตัวหลักในแนวรุกต่างยังไม่พร้อมที่จะเป็นตัวจริงในเกมนี้ ซึ่งดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าวัย 30 ปีก็ยังทำผลงานได้อย่างสุดยอด โดยทำถึง 2 ประตูช่วยให้ทีมยำใหญ่โมนาโก 4-0 แต่ดูเหมือนว่าบทบาทของเขาจริงๆ ในฤดูกาลนี้ก็คงจะเป็นเพียงตัวสำรองหมายเลข 1 ในตำแหน่งตัวรุกเหมือนเดิม หาก 3 ประสานแดนหน้าของทีมกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว

 

 

ความห่างชั้น

    ศึกลีก เอิง ที่เป็นลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศส เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น หลังจากที่มีนักธรุกิจใหญ่หลายรายเข้าไปเทคโอเวอร์สโมสรใหญ่ๆ ในลีกเมืองน้ำหอมนี้ และเริ่มซื้อซุเปอร์สตาร์นักฟุตบอลระดับโลกเข้ามาค้าแข้งด้วย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงไปคว้าพวกเดวิด เบ็คแฮ่ม และคนอื่นๆ มาร่วมทีมแล้ว และก็ตามมาด้วยโมนาโก ที่ก็เคยมีทั้งฮาเมส โรดริเกซ และราดาเมล ฟัลเกา  และโดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุดที่สร้างความฮือฮามากที่สุดในวงการฟุตบอล ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่างๆ ตามมาจนถึงตอนนี้ด้วยก็คือ การที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เอาเงิน 222 ล้านยูโร เพื่อไปกระชากเนย์มาร์ กองหน้าซุเปอร์สตาร์ชาวบราซิลมาจากอ้อมอกบาร์เซโลน่านั่นเอง ซึ่งก็ทำให้เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมากว่าลีลาของนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกจะเป็นอย่างไรในศึกลีก เอิง แต่มันก็ตามมาด้วยความห่างชั้นกันเกินไปภายในลีก และมันก็ทำให้การรับชม และการขับเขี้ยวแย่งแชมป์กันนั้นมันไม่มีความสนุกเอาเสียเลย

เนื่องจากทีมเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสไม่ได้มีแค่เนย์มาร์เพียงคนเดียวเท่านั้น พวกเขายังมีเอดินสัน กาวานี่ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัย และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งที่ไปซื้อมาจากโมนาโกอีกด้วย รวมถึงนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ ที่เหนือกว่าทีมในลีกเดียวกันอีกมาก ทำให้พวกเขากลายเป็นของประเทศฝรั่งเศสไปเลย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็คว้าแชมป์ได้ทุกรายการภายในประเทศ ทั้งลีก เอิง เฟรนซ์ คัพ และเฟรนซ์ ลีก คัพ โดยมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่าทีมอื่นๆ อย่างมาก และเมื่อฤดูกาลที่แล้วในลีก เอิง พวกเขาก็ทิ้งโมนาโกที่เป็นอันดับ 2 ถึง 13 คะแนน ทั้งๆ ที่พวกเขาผ่อนคันเริ่งในช่วง 5 นัดสุดท้ายแล้ด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นความห่างชั้นที่เป็นช่องว่างที่ใหญ่มากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และก็ยังมีแนวโน้มว่าช่องว่างของความห่างชั้นนี้จะยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เมื่อทีมรองแชมป์อย่างโมนาโกก็เสียนักเตะตัวหลักออกไปอีกหลายราย ทั้งฟาบินโญ่ และโตมาส์ เลอมาร์ ทำให้พวกเขาจะอ่อนลงไปกว่าเดิมอีก ส่วนแชมป์อย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เสริมนักเตะอะไรเข้าทีมก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังเหนือกว่าทีมอื่นๆ เยอะมากอยู่ดี ซึ่งจะเห็นได้จากศึกโทรเฟ่ เดอ แชมปิญงล่าสุดที่ทั้ง 2 ทีมพบกัน ก็เป็นทางแชมป์เก่าที่ถล่มยับใส่รองแชมป์ถึง 4-0 ทั้งๆ ที่ใช้ผู้เล่นสำรองลงสนามแทบทั้งทีมด้วยซ้ำ

สวนทาง

    ในศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้เคยมีโอลิมปิก ลียงเป็นยักษ์ใหญ่ และประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลฝรั่งเศสอยู่เพียงทีมเดียว และโมนาโกก็ยังเป็นทีมระดับกลางตารางเท่านั้น ส่วนปารีส แซงต์ แชร์กแมงนั้นก็เหมือนเป็นพวกทีมคนรวยที่ยังใช้เงินไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ และหมดไปกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยแต่ได้ของที่ไม่ดีมาใช้งาน และอีกทีมก็คือโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ก็เดี๋ยวดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เลยทำให้โอลิมปิก ลียงที่มีประธานสโมสรเป็นฌอง มิเชล โอลาสเป็นประธานสโมสรประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีก เอิงได้ถึง 7 สมัยซ้อน จนมาโดนบอร์กโดซ์แย่งคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จในฤดูกาล 2008-2009 และหลังจากนั้นมาลียงก็ไม่เคยประสบความสำเร็จได้แชมป์ลีก เอิงอีกเลย และยุคต่อๆ มาก็เป็นโมนาโกที่มีนายทุนเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ให้สโมสร รวมถึงปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย ทำให้ตอนนี้เหลือทีมยักษ์ใหญ่ในศึกลีก เอิงอยู่ประมาณ 4 ทีมเท่านั้น คือปารีส แซงต์ แชร์กแมง โมนาโก โอลิมปิก ลียง และโอลิมปิก มาร์กเซย ส่วนนอกนั้นเป็นทีมระดับกลางๆ จนถึงระดับล่างของลีกเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างทีมชั้นนำ กับทีมระดับกลางหรือระดับล่างก็คือเงินทุนในการทำทีมนั่นเอง ซึ่งบรรดาทีมยักษ์ใหญ่จะมีมากกว่าอย่างแน่นอน และสามารถหาซื้อนักเตะระดับชั้นนำของยุโรปเข้ามาเสริมทีมได้ อย่างเช่นการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงคว้าตัวเนย์มาร์จากบาร์เซโลน่ามาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นต้น แต่ทีมระดับกลางๆ อย่างพวกลีลล์ หรือแรนส์ที่พอมีนักเตะดีดี หรือดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลก็มักจะถูกบรรดายักษ์ใหญ่จากยุโรปดึงตัวไปร่วมทีม ซึ่งมันเป็นการสวนทางกันระหว่างทีมที่รวย กับทีมที่งบน้อยได้อย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้ก็เป็นสถานการณ์เดียวกับที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ของลีกต่างทุ่มเงินซื้อนักเตะมาจากลีกอื่นๆ ในยุโรป โดยเฉพาะโมนาโก ที่คว้านักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายราย ซึ่งไม่ได้มาจากนอกประเทศอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเขาก็คว้านักเตะมาจากในประเทศหลายคนเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นทีมที่มีศักดินาเล็กกว่าพวกเขา ก็จะโดนดูดนักเตะไปร่วมทีม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวงการนี้ รวมถึงมีเรื่องธรุกิจ และความอยู่รอดของสโมสรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้บรรดาทีมเล็กๆ ก็ต้องยอมขายนักเตะเพื่อแลกเงินเข้ามาจุนเจือสโมสรแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำนี้ก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ และก็จะกลายเป็นการแข่งกันระหว่างทีมชั้นนำของลีกเท่านั้น

แหล่งสินค้าส่งออก

   สินค้าส่งออกที่ดังๆ ของประเทศฝรั่งเศสก็เห็นจะเป็นของจำพวกน้ำหอมต่างๆ หรือเครื่องดื่มจำพวกไวน์ แชมเปญน์ แต่ตอนนี้มีของที่ส่งออกอีกอย่างหนึ่งที่กำลังดังและมีคุณภาพมากๆ ก็คือนักฟุตบอลของพวกเขานั่นเอง ที่ประเทศฝรั่งเศสได้แชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุดนั้นมันไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเลยแม้แต่น้อย แต่มันมาจากการบ่มเพาะปลูกผังเยาวชนของพวกเขาต่างๆ ซึ่งที่ฝรั่งเศสมีศูนย์ฝึกฟุตบอลชื่อดังคือเกลอ ฟรองค์ แต็ง ที่เป็นที่โด่งดังเลื่องชื่อว่าผลิตนักฟุตบอลระดับโลกมากมาย ซึ่งเป็นเหมือนกับลา มาเซียของสเปนนั่นเอง โดยตอนนี้ในลีก เอิง มีทีมที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งคุณภาพขึ้นมามากมาย ทั้งโอลิมปิก ลียงที่เคยปั้นพวกฮูโก้ ยอริส และคาริม เบนเซม่ามาแล้ว ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็เริ่มมีผลผลิตดาวรุ่งขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่แล้วอย่างอาเดรี้ยน ราบิโอต์นั่นเอง และอีกทีมคือโมนาโก ที่นักเตะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดหใญ่มากมาย และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งอ็องโตนี่ มาร์กซิยัล คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และโตมาส์ เลอมาร์ ซึ่งนักเตะเหล่านี้ทำกำไรให้กับพวกเขาไปกว่า 200 ล้านยูโรเลยทีเดียว และกลายเป็นสินค้าส่งออกชั้นยอดของเมืองโมนาโกไปแล้ว

โมนาโกมีนักเตะก้าวขึ้นมาโด่งดังพร้อมกันในยุคที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จเมื่อ 2016-2017 ซึ่งฤดูกาลนั้นนักเตะของพวกเขาโด่งดังขึ้นมายกแผง ทั้งฟาบินโญ่ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ 2 กองกลางตัวหลัก โตมาส์ เลอมาร์ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ตัวรุกทั้ง 2 ข้าง ซึ่ง 2 ปีมานี้พวกเขาส่งนักเตะออกไปหมดแล้ว และได้เงินกลับมาเกือบ 300 ล้านยูโรเลยทีเดียว และพวกเขาก็ใช้วิธีการไปซื้อดาวรุ่งจากทีมอื่นมาเสริมทีม และเตรียมที่จะปั้นต่อ โดยเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีสพร้อมจับดาวรุ่งส่งลงสนามพร้อมกันอยู่แล้ว และใช้วิธีการของเขาในการทำทีมด้วยการเล่นเกมรุก และทีมประสบความสำเร็จมีผลงานที่ดี ซึ่งนักเตะก็จะมีผลงานดีตามไปด้วย ทำให้เวลาขายนักเตะพวกเขาก็จะได้ขายในราคาที่แพงเสมอ เหมือนเป็นพวกของขึ้นห้างยังไงยังงั้น และค่อนข้างรับประกันคุณภาพได้ดี หากผ่านการปลุกปั้นมาจากโมนาโกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหมือนกับการผ่าน QC มาแล้วนั่นเอง ซึ่งนักเตะที่พวกเขาขายออกไปในช่วง 2-3 ปีมานี้ก็ประสบความสำเร็จกันแทบจะทุกราย ซึ่งจะรวมไปถึงเมื่อหลายฤดูกาลก่อนก็ได้ ทั้งฮาเมส โรดริเกซ หรืออ็องโตนี่ มาร์กซิยัลก็ผ่านโมนาโกมาแล้วทั้งนั้น

โมนาโกโลวิน

    ถือว่าเป็นแหล่งรวมนักเตะดาวรุ่งชั้นนำทีมหนึ่งในยุโรปเลยก็ว่าได้สำหรับโมนาโก ทีมรองแชมป์ลีก เอิงของฝรั่งเศสเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยพวกเขากวาดนักเตะดาวรุ่งเข้ามาสู่ทีมอย่างมากมายตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่แล้ว โดยตอนนี้พวกเขามีไมเคิ่ล เอเมนาโล่ อดีตกองหลังผิวสีทีมชาติไนจีเรียในยุค 90 มาเป็นผู้อำนวยการผ่านเทคนิคให้กับสโมสร หลังจากที่มีปัญหาบาดหมางกับอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนของเชลซีเมื่อต้นฤดูกาลที่แล้วจนถูกตะเพิออกมาจากถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ โดยตอนนี้เขารับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการสรรหานักเตะเข้ามาสู่ทีม ซึ่งซัมเมอร์นี้เป็นซัมเมอร์แรกที่เขามาทำงานแบบเต็มตัว และได้จัดเต็มซื้อนักเตะมาให้เลโอนาร์โด้ ยาร์ดิม กุนซือชาวโปรตุกีสของทีมเลือกใช้งานมากมาย โดยตอนนี้มีนักเตะเข้ามาสู่ทีมแล้วกว่า 10 ราย ซึ่งยังไม่รวมกับทีมดันขึ้นมาจากชุดบีอีกเพียบ และถึงแม้พวกเขาจะใช้เงินช็อปปิ้งนักเตะไปกว่า 86 ล้านปอนด์ แต่บัญชีตัวเลขของพวกเขายังเป็นสีเขียวแบบสบายๆ จากการขายนักเตะออกไปทั้งคิลิยัน เอ็มบัปเป้ โตมาส์ เลอมาร์ และฟาบินโญ่ ซึ่งแค่ 3 รายนี้ก็ทำให้พวกเขาได้เงินมากว่า 200 กว่าล้านปอนด์ แต่ดีลที่ได้รับความสนใจที่สุดก็คือที่โมนาโกไปปาดหน้าเชลซีคว้าอเล็กซานเดอร์ โกโลวิน กองกลางดาวรุงทีมชาตรัสเซียจากซีเอสเคเอ มอสโกว์มาร่วมทีมได้สำเร็จ ซึ่งทำให้เหมือนไมเคิ่ล เอเมนาโล่สามารถแก้แค้นต้นสังกัดเก่าของเขาได้สำเร็จอย่างเจ็บแสบ เพราะเชลซีมีข่าวว่าต้องการคว้าตัวมาร่วมทีมแบบจริงจังหลังจากตั้งเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือจอมเก๋าชาวอิตาเลี่ยนมาคุมทีม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นโมนาโกที่เป็นตาอยู่คว้าตัวไปครอง โดยได้มีการเปิดเผยว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดาวเตะวัย 22 ปีตัดสินใจเลือกที่จะย้ายมาค้าแข้งในลีก เอิง เนื่องจากทางโมนาโกสามารถการันตีการลงสนามเป็นตัวจริงให้กับเขาได้ แต่ทางทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” นั้นไม่สามารถการันตีให้เขาได้ ทำให้ดาวรุ่งอนาคตไกลของทีมชาติรัสเซียตัดสินใจเลือกทีมจากฝรั่งเศสในที่สุด

อเล็กซานเดอร์ โกโลวินสร้างสื่อมาซักระยะหนึ่งแล้วจากศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ที่โดดเนกับทีมชาติรัสเซียและมีทักษะเหนือเพื่อนร่วมชาติรายอื่นๆ มาก และยังมาตอกย้ำความสามารถของเขาในศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย ทำให้เขาได้ย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

PSG เงียบกว่าที่คิด

    หลังจากที่สร้างความฮือฮาให้กับตลาดนักเตะอย่างมากเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทำให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสเกือบมีปัญหาเรื่องของกฏไฟแฟนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ หลังจากที่ไปสอยเนย์มาร์ จากบาร์เซโลน่าตามค่าฉีกสัญญา 222 ล้านยูโร ทำให้พวกเขาต้องขายนักเตะอย่างลูคัส มูร่า แซร์จ โอริเย่ร์ ไปให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ รวมถึงแบลส มาทุยดี้ไปให้กับยูเวนตุส เพื่อเอาเงินมาเข้าคลังบ้างและให้ยอดงบดุลผ่านเกณฑ์ที่ทางฟีฟ่ากำหนด พอมาถึงช่วงซัมเมอร์นี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากมาจนถึงป่านนี้แล้วพวกเขาก็ยังไม่ได้เสริมทัพแบบต้องเสียเงินเลยแม้แต่รายเดียว หากไม่นับคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสที่น่าจะเป็นดีลที่ค้างมาจากฤดูกาลที่แล้ว ที่ทางสโมสรยืมตัวมาจากโมนาโกก่อน ก่อนจะมาซื้อขาดในช่วงซัมเมอร์นี้ในราคาถึง 120 ล้านปอนด์ และนอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้จานลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูจอมเก๋าวัย 40 ปีที่หมดสัญญาจากยูเวนตุสมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวอีกรายเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นนักเตะที่กลับมาจากการถูกปล่อยยืมตัว และการดันเด็กขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เท่านั้น ที่จะเป็นนักเตะหน้าใหม่ในฤดูกาลนี้ของทีม โดยมีทิโมธี เวอา ลูกชายของจอร์จ เวอา อดีตตำนานของเอซี มิลาน ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีของประเทศไลบีเรียอยู่ด้วย ซึ่งเราจะได้เห็นลูกชายของเขาในทีมชุดใหญ่ของปารีส แซงต์ แชร์กแมงในฤดูกาลหน้า ด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น ซึ่งจะเก่งเหมือนพ่อหรือไม่คงต้องมาดูกัน แต่นอกจากนี้พวกเขาไม่ได้ทำการซื้อขายใครเข้ามาสู่ถิ่นปาร์ค เดอ แปรงค์เลย และแถมยังไม่มีข่าวลือต่างๆ ที่อาจจะไปสนใจหรือเล็งใครไว้ด้วยซ้ำ

การที่สโมสรเศรษฐีอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะเงียบมากในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ ถูกมองว่าน่าจะเป็นเพราะพวกเขากลัวถูกเล่นงานจากสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ในเรื่องของกฏการใช้เงินเกินตัว หรือไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์นั่นเอง ซึ่งหากถูกลงโทษจะทำให้พวกเขาต้องอดเล่นในฟุตบอลถ้วยของยุโรปคือศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งจะทำให้สโมสรเสียหายอย่างหนัก ช่วงนี้ทีมจึงต้องเงียบไว้ก่อน และพยายามปล่อยนักเตะที่ไม่ใช้งานออกจากทีมไป เพื่อให้ได้เงินมาสู่สโมสรบ้าง โดยซัมเมอร์นี้พวกเขาปล่อยนักเตะออกจากทีมไปได้เงินมาเกือบ 60 ล้านปอนด์แล้ว โดยมีฮาเวียร์ ปาสตอเร่ ที่ขายให้โรม่าแพงสุดที่ 22 ล้านปอนด์

Tagged with

ความนิ่งของ “เกรียนโอ้”

    เส้นทางการค้าแข้งของ “ซุเปอร์ มาริโอ” มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าชาวอิตาเลี่ยน หรือว่าที่แฟนบอลชาวไทยมักเรียกว่า “เกรียนโอ้” ถือว่าแปลกประหลาดทีเดียว ที่ส่วนใหญ่นักเตะจะค่อยๆ ไต่เต้าจากลำดับล่างๆ จนไปถึงจุดสูงสุด แต่สำหรับกองหน้าวัย 27 ปี มันกลับตัลปัดไปหมด โดยบาโลเตลลี่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากมาค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน ทีมในกัลโช่ เซเรีย อา ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น แต่กลับอยู่ในทีมช่วงที่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาได้ถึง 3 สมัยซ้อน และสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จในปี 2010 ด้วย ในยุคการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกส ซึ่งในช่วงนั้นมาริโอ บาโลเตลลี่ ก็เริ่มได้แสดงความเกรียนออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ช่วงที่เกรียนที่สุดคือช่วงที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่วงการฟุตบอลเป็นที่สนใจของคนทุกหมู่เหล่าในประเทศ ทำให้เขาขยับตัวทำอะไรก็เป็นที่สนใจของแฟนบอลไปหมด และก็มีพฤติกรรมมากมายที่ไม่เหมาะสม ทั้งในและนอกสนาม จนทำให้โดนใบแดงบ่อยครั้ง และหลังจากนั้นมาเขาก็เหมือนกลายเป็นนักเตะพเนจรคนหนึ่ง โดยย้ายจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเมืองมิลานอีกครั้ง แต่หนนี้อยู่กับเอซี มิลานด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร แต่ก็อยู่ได้ 2 ฤดูกาลก็ย้ายกลับมาอังกฤษอยู่กับลิเวอร์พูลอีก 1 ปี และถูกปล่อยให้มิลานยืมตัวอีก 1 ปี และแทบจะหมดอนาคตในวงการฟุตบอลไปแล้ว ด้วยผลงานในสนามที่ก็ไม่ค่อยดี แถมต้องมาปวดหัวกับเรื่องนอกสนามของเขาอีกด้วย ทำให้ไม่มีทีมไหนกล้าจ้างอดีตวันเดอร์คิดรายนี้ไปร่วมทีม

สุดท้ายเป็นนีซ ทีมทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจคว้าตัวไปร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว หลังจากถูกปล่อยตัวออกจากลิเวอร์พูล โดยเซ็นต์สัญญากันแค่ปีเดียวเท่านั้น แต่พอย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสเขากลับทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ รวมถึงพฤติกรรมความเกรียนต่างๆ เริ่มลดลง จนทำให้ยิงได้ถึง 17 ประตูจากการลงสนาม 28 นัดในทุกรายการ ทำให้นีซตัดสินใจขยายสัญญาต่อออกไปอีก 1 ปี และฤดูกาลที่ 2 กองหน้าวัย 27 ประตูก็ทำผลงานได้ดีกว่าเก่าด้วยการซัดไปถึง 26 ประตูจากการลงสนาม 38 นัดในทุกรายการ ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้มาริโอ บาโลเตลลี่มีความนิ่งขึ้น และพึ่งมีโอกาสถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติอิตาลีอีกครั้งในยุคของนายเก่าอย่างโรแบร์โต้ มานชินี่แล้วด้วย

 

เส้นทางใหม่บุฟฟ่อน

 ทั้งๆ ที่ใครๆ หลายคนมองว่าจานลุยจิ บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูจอมเก๋าชาวอิตาเลี่ยนน่าจะแขวนถุงมือกับยอดทีมอย่างยูเวนตุสหลังจบฤดูกาลที่แล้ว หรือไม่ก็หลังจบฤดูกาลที่จะถึงนี้ แต่นายทวารจอมเก๋าวัย 40 ปีกลับตัดสินใจผิดคาด เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิงของฝรั่งเศสแบบไม่มีค่าตัวเมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา หลังจากที่อยู่ค้าแข้งกับทีมดังแห่งเมืองตูรินมาถึง 18 ปี หลังย้ายจากปาร์ม่ามาร่วมทีม “ม้าลาย” เมื่อปี 2001 โดยถือเป็นผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านยูโร โดยเขาถือสถิติเป็นผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในโลกมาโดยตลอด ก่อนจะพึ่งมาถูกทำลายโดยอลิสซอน เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลที่ย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวสูงถึง 70 ล้านยูโรเลยทีเดียว

จุดมุ่งหมายเดียวที่อดีตนายด่านของทีมปาร์ม่าต้องจากการย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสก็คือเขาหวังที่จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แชมป์ฟุตบอลสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปให้ได้ซักครั้งในอาชีพการเล่น ซึ่งนอกจากถ้วยใบนี้แล้วเขาได้ความสำเร็จมาหมดแล้ว ทั้งแชมป์สคูเด็ตโต้ หรือแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เขาได้มาแล้วถึง 11 สมัย ส่วนแชมป์ยูฟ่า คัพ หรือตอนนี้เปลี่ยนเป็นยูโรป้า ลีก เขาก็เคยได้มาแล้วสมัยค้าแข้งอยู่กับทีมปาร์ม่าเมื่อฤดูกาล 1998-1999 รวมถึงแชมป์ระดับทีมชาติอย่างแชมป์ฟุตบอลโลกบุฟฟ่อนก็เคยได้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ประเทศเยอรมัน ถ้วยบิ๊กเอียร์คือสิ่งเดียวที่จานลุยจิ บุฟฟ่อนยังไม่เคยสัมผัสเลยซักครั้ง ถึงแม้เขาจะพายูเวนตุสได้เข้าชิง 2 ครั้งในช่วง 4 ปีหลังสุด แต่ก็ต้องเข้าไปเจอตอจากประเทศสเปน ทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ทำให้เขาต้องผิดหวังได้แค่เพียงรองแชมป์ทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา

จานลุยจิ บุฟฟ่อน ทำการเซ็นสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นเวลา 1 พร้อมออปชั่นในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีหากพอใจทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งด้วยอายุ 40 ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้รักษาประตูก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีโอกาสจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับผู้รักษาประตูที่เคยถูกยกย่องว่าเหนียวที่สุดในโลกรายนี้แล้ว ซึ่งถ้าเขาสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างที่หวังไว้ ฤดูกาลนี้เขาจะแขวนถึงมือแน่นอน แต่หากยังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลนี้ ปีหน้าเขาก็จะมีอายุเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี และออปชั่นการขยายสัญญาที่เหลืออาจจะไม่ได้ใช้ก็เป็นได้

ดาวเตะเนื้อหอมจากบอร์กโดซ์

   ถึงแม้ว่าฟอร์มของบอร์กโดซ์ในศึกลีก เอิงจะไม่ได้โดดเด่นมากนัก จากตอนแรกที่อยู่ในค่อนท้ายของตารางด้วยซ้ำ แต่ช่วงท้ายฤดูกาลพวกเขากลับเร่งฟอร์มเก่งกลับมาคว้าอันดับ 6 ตอนจบฤดูกาล และคว้าโควต้าไปเตะเพลย์ออฟในศึกฟุตบอลยูโรป้า ลีกได้สำเร็จ ซึ่งมีนักเตะคนหนึ่งของบอร์กโดซ์โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นจนไปเตะตาบรรดาแมวมองของสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เคยตกเป็นข่าวว่าให้ความสนใจในตัวของมัลคอล์ม ปีกชาวบราซิเลี่ยนของทีมนั่นเอง ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายทีมกำลังเจรจาเพื่อจะคว้าตัวไปร่วมทีม โดยมีค่าตัวประมาณ 40 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นดาวเตะจากลีก เอิงของฝรั่งเศสที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในช่วงหน้าร้อนนี้เลยทีเดียว นอกจากนาบิล เฟคีร์ ตัวรุกทีมชาติฝรั่งเศสทก็มีหลายทีมตามจีบเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รายนี้มีโอกาสย้ายออกจากลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสสูงมาก เพราะด้วยสภาพการทีมตัวเอง และทีมยักษ์ใหญ่อย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่เตรียมขุมกำลังไว้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้ทีมอื่นๆ แทบไม่มีโอกาสในการลืมตาอ้าปากหาแชมป์ในประเทศได้เลย ทำให้นักเตะดาวดังที่มีทางเลือกในการย้ายทีมตัดสินใจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ที่จะไปตามหาความสำเร็จจากประเทศอื่นๆ ดีกว่า

มัลคอล์ม เป็นนักเตะชาวบราซิเลี่ยนวัย 21 ปีที่ย้ายจากโครินเธี่ยนส์ ทีมในบ้านเกิดมาอยู่กับบอร์กโดซ์เมื่อต้นปี 2016 แบบไม่เปิดเผยค่าตัว โดยมีดีกรีเป็นผู้เล่นทีมชาติบราซิลชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปีชุดรองแชมป์โลกเมื่อปี 2015 และเป็นแชมป์ลีกของบราซิลกับโครินเธี่ยนส์ก่อนย้ายมาค้าแข้งในยุโรปด้วย

จนถึงตอนนี้ดาวเตะวัย 21 ปีได้ย้ายมาค้าแข้งกับบอร์กโดซ์ได้ประมาณ 2 ปีครึ่งแล้ว แต่ฟอร์มของเขาพึ่งมาโดดเด่นเมื่อช่วงฤดูกาลที่แล้ว และตอนนี้มีข่าวว่าหลายทีมในยุโรปสนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม ทั้งเอฟเวอร์ตัน ทีมในพรีเมียร์ลีก และโรม่า จากกัลโช่ เซเรีย อา เป็นทีมล่าสุดที่เข้ามาแย่งลายเซ็นต์ของมัลคอล์ม เพื่อจะคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งมีข่าวว่าถึงแม้ “หมาป่า” โรม่าจะเข้ามาสนใจเขาช้ากว้าทางทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” แต่เจ้าตัวดันสนใจทีมจากเมืองหลวงของประเทศอิตาลีมากกว่า ซึ่งบอร์กโดซ์ไม่น่าจะสามารถรั้งตัวเขาให้อยู่กับทีมต่อไปได้ในฤดูกาลนี้ ทำให้พวกเขาอาจจะต้องควานหาดาวเตะรายใหม่เข้ามาแทนที่ เช่นเดียวกับทางโอลิมปิก ลียง ที่อาจจะต้องเสียกัปตันทีมคนสำคัญออกไปเช่นกัน

แบ็คขวาที่ดีสุดในโลก

   หากจะพูดถึงแบ็คซ้ายที่ดีที่สุดในโลก คนต่างก็นึกถึงยอร์ดี้ อัลบา แบ็คซ้ายร่างเล็กทีมชาติสเปนของบาร์เซโลน่าเป็นเสียงเดียวกัน เนื่องจากโดดเด่นขึ้นมาเพียงรายเดียวเท่านั้นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่เล่นได้คงเส้นคงวามาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี แต่หากถามถึงในตำแหน่งแบ็คขวาจะตอบได้ยากทันที เพราะมีนักเตะที่อยู่ในข่ายหลายคน ทั้งนักเตะตัวเก๋า และดาวเตะที่กำลังแรงขึ้นมาจนกลายเป็นนักเตะระดับโลกไปแล้ว

ดานี่ การ์บาฆาล แบ็คขวาทีมชาติสเปนของเรอัล มาดริด ก็อยู่ในข่ายที่ถูกยกย่องว่าเป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้ เนื่องจากผลงานการช่วยให้เรอัล มาดริด ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา และยังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งเกมรุก และเกมรับ ถึงแม้จะมีรูปร่างที่เล็กก็ตาม แต่ก็ได้ความเร็วเข้ามาช่วยเสริม ส่วนอีกรายก็คือโจชัว คิมมิช แบ็คขวาทีมชาติเยอรมันของบาเยิร์น มิวนิค ที่ถูกวางตัวมาให้เป็นตัวแทนของฟิลิป ลาห์ม ยอดแบ็คของจากเมืองเบียร์ ซึ่งดาวรุ่งวัย 22 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นแบ็คขวาชั้นนำอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดเด่นที่เกมรุกที่เติมได้ตลอด 90 นาที และยังสามารถขยับไปเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแนวรับด้วย

แต่อีก 2 รายที่มีโอกาสเป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดในโลก กำลังค้าแข้งอยู่ในลีก เอิงของฝรั่งเศส และยังอยู่ต้นสังกัดเดียวกันคือปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วย ซึ่งก็คือดาเนี่ยล อัลเวส แบ็คขวาตัวเก๋าชาวบราซิเลี่ยน กับโธมัส มูนิเย่ร์ แบ็คขวาทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับยอดทีมของฝรั่งเศส และกับทีมชาติเบลเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เบลเยี่ยมคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกได้สำเร็จอีกด้วย โดยอัลเวสที่เป็นอดีตดาวเตะของบาร์เซโลน่า และยูเวนตุส ถูกดึงตัวมาอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เพื่อที่จะเป็นพี่เลี้ยงของมูนิเย่ร์มากกว่า ด้วยประสบการณ์กับเกมใหญ่ที่โชกโชนด้วยวัย 35 ปี ซึ่งทั้งคู่ได้สลับกันเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และทำให้แบ็คจากเบลเยี่ยมพัฒนาการเล่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจังหวะการเติมเกมรุก และการเปิดบอลที่แม่นยำเหมือนถอดแบบกันมาเลยทีเดียว ซึ่งมูนิเย่ร์ในวัย 26 ปี กำลังถูกยกย่องว่ากำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นแบ็คขวาที่ดีที่สุดในโลกในเร็ววันนี้ ด้วยการเปิดบอลที่แม่นยำ และการเล่นเกมรับที่ไม่ขาดตกบกพร่องตามที่ได้เห็นจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา