ความนิ่งของ “เกรียนโอ้”

    เส้นทางการค้าแข้งของ “ซุเปอร์ มาริโอ” มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าชาวอิตาเลี่ยน หรือว่าที่แฟนบอลชาวไทยมักเรียกว่า “เกรียนโอ้” ถือว่าแปลกประหลาดทีเดียว ที่ส่วนใหญ่นักเตะจะค่อยๆ ไต่เต้าจากลำดับล่างๆ จนไปถึงจุดสูงสุด แต่สำหรับกองหน้าวัย 27 ปี มันกลับตัลปัดไปหมด โดยบาโลเตลลี่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากมาค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน ทีมในกัลโช่ เซเรีย อา ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น แต่กลับอยู่ในทีมช่วงที่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาได้ถึง 3 สมัยซ้อน และสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จในปี 2010 ด้วย ในยุคการคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุเกส ซึ่งในช่วงนั้นมาริโอ บาโลเตลลี่ ก็เริ่มได้แสดงความเกรียนออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ช่วงที่เกรียนที่สุดคือช่วงที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่วงการฟุตบอลเป็นที่สนใจของคนทุกหมู่เหล่าในประเทศ ทำให้เขาขยับตัวทำอะไรก็เป็นที่สนใจของแฟนบอลไปหมด และก็มีพฤติกรรมมากมายที่ไม่เหมาะสม ทั้งในและนอกสนาม จนทำให้โดนใบแดงบ่อยครั้ง และหลังจากนั้นมาเขาก็เหมือนกลายเป็นนักเตะพเนจรคนหนึ่ง โดยย้ายจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเมืองมิลานอีกครั้ง แต่หนนี้อยู่กับเอซี มิลานด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร แต่ก็อยู่ได้ 2 ฤดูกาลก็ย้ายกลับมาอังกฤษอยู่กับลิเวอร์พูลอีก 1 ปี และถูกปล่อยให้มิลานยืมตัวอีก 1 ปี และแทบจะหมดอนาคตในวงการฟุตบอลไปแล้ว ด้วยผลงานในสนามที่ก็ไม่ค่อยดี แถมต้องมาปวดหัวกับเรื่องนอกสนามของเขาอีกด้วย ทำให้ไม่มีทีมไหนกล้าจ้างอดีตวันเดอร์คิดรายนี้ไปร่วมทีม

สุดท้ายเป็นนีซ ทีมทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจคว้าตัวไปร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว หลังจากถูกปล่อยตัวออกจากลิเวอร์พูล โดยเซ็นต์สัญญากันแค่ปีเดียวเท่านั้น แต่พอย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสเขากลับทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ รวมถึงพฤติกรรมความเกรียนต่างๆ เริ่มลดลง จนทำให้ยิงได้ถึง 17 ประตูจากการลงสนาม 28 นัดในทุกรายการ ทำให้นีซตัดสินใจขยายสัญญาต่อออกไปอีก 1 ปี และฤดูกาลที่ 2 กองหน้าวัย 27 ประตูก็ทำผลงานได้ดีกว่าเก่าด้วยการซัดไปถึง 26 ประตูจากการลงสนาม 38 นัดในทุกรายการ ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้มาริโอ บาโลเตลลี่มีความนิ่งขึ้น และพึ่งมีโอกาสถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติอิตาลีอีกครั้งในยุคของนายเก่าอย่างโรแบร์โต้ มานชินี่แล้วด้วย