โควต้า แชมเปี้ยนส์ ลีก

  สิ่งสำคัญสำหรับบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ต่างๆ ในแต่ละลีก ซึ่งถึงแม้จะมีทีมที่พลาดคว้าแชมป์ก็ตาม แต่เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือการทำอันดับในลีกให้ดีที่สุด เพื่อที่จะอยู่ในโซนโควต้าที่จะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลถัดไป ซึ่งโควต้าในแต่ละลีกก็ต่างกันออกไปตามค่าสัมประสิทธิ์ของลีกนั้นๆ ด้วย ซึ่งในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บุนเดสลีก้า เยอรมัน ลีก เอิง ฝรั่งเศส กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และลา ลีก้า สเปน มีเพียงลีก เอิงของฝรั่งเศสเท่านั้นที่ได้โควต้าไปเล่นถ้วยใหญ่ของยุโรปเพียงฤดูกาลละ 3 ทีมเท่านั้น ส่วนลีกอื่นๆ ได้โควต้าถึง 4 ทีม

ซึ่งหากย้อนไปเมื่อหลายฤดูกาลก่อน โควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลละ 3 ทีมก็ถือว่าเพียงพอกับทีมยักษ์ใหญ่ของแดนน้ำหอมแล้ว เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีคู่แข่งมากนัก โดยมีเพียงโอลิมปิก ลียงเท่านั้น ที่ครองแชมป์ลีกอย่างต่อเนื่อง และมีทีมอื่นๆ สลับกันขึ้นมาท้าชิงเท่านั้น แต่พอมาถึงปีนี้ โควต้า 3 ทีมถือว่าเริ่มจะถือว่าน้อยเสียแล้ว เนื่องจากมีการเทคโอเวอร์ การซื้อสโมสรจากกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้งทางโมนาโก และปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่สร้างทีมมาจนแข็งแกร่ง และยังมีโอลิมปิก ลียง ที่ยังเป็นทีมชั้นนำ รวมถึงโอลิมปิก มาร์กเซย ก็เริ่มกลับมาเก่งอีกครั้งแล้วด้วย ทำให้มีทีมที่ตั้งเป้าหมายที่จะจบ 3 อันดับแรกของตารางถึง 4 ทีม ซึ่งจะต้องมีทีมผิดหวังอย่างน้อย 1 ทีมในแต่ละฤดูกาล

ซึ่งศักยภาพของแต่ละทีมถือว่าสูสี และน่าจะเบียดกันอย่างสนุก ยกเว้นปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมดังในเมืองหลวงที่พวกเขาตั้งเป้าไว้สูง รวมถึงมีตัวผู้เล่นที่แข็งแกร่งกว่าชาวบ้านร่วมลีกมากมาย เนื่องจากพวกเขาตั้งเป้าที่จะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ ซึ่งมีเนย์มาร์ เอดินสัน กาวานี่ และคิลิยัน เอ็มบัปเป้ เป็นสุดยอด 3 ประสานในแดนหน้า ซึ่งถือว่าอันตรายที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว และตำแหน่งแชมป์ลีก เอิงคงหนีไปไหนไม่พ้น เท่ากับว่าจะเหลือที่ว่างอีก 2 อันดับเท่านั้น ซึ่งต้องแย่งกันระหว่างโมนาโก โอลิมปิก ลียง และโอลิมปิก มาร์กเซย ซึ่งฤดูกาลที่แล้วสนุกสูสี และต้องมาลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายเลยทีเดียว ซึ่งเป็นทีม OM ที่ต้องผิดหวังจบอันดับ 4 และแถมยังเป็นแค่รองแชมป์ยูโรป้า ลีกด้วย เมื่อต้องแพ้ให้กับแอตเลติโก มาดริดในนัดชิงชนะเลิศ จึงอดไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างน่าเสียดาย และฤดูกาลนี้พวกเขาจะได้แก้ตัวอีกครั้ง

แนวทางใหม่ของโมนาโก

     โมเดลการบริหารทีมฟุตบอลแบบนักธุรกิจ กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเกิดการลงทุนกับการซื้อกิจการทีมฟุตบอลทั่วโลก แต่กับมหาเศรษฐีบางคนอาจจะซื้อทีมฟุตบอลเหมือนเป็นของเล่น และต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็วตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งมหาเศรษฐีเหล่านี้มักเป็นบุคคลที่รวยจริง และไม่ต้องการเงินที่ลงทุนไปคืนแต่อย่างใด แต่ต้องการความสำเร็จตามที่ต้องการมากกว่า อย่างเช่นโรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมเชลซี นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ เจ้าของปารีส แซงต์ แชร์กแมง หรือท่านชีคเจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเจ้าของทีมเหล่านี้ล้วนลงทุนเพื่อให้ทีมประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ

แต่มาในยุคหลังๆ มีแนวทางการบริหารทีมแบบใหม่ที่แพร่หลาย แต่การบริหารแบบนี้จะหันมาให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นกำไรจากการซื้อขายนักเตะมากกว่า นั่นคือรูปแบบการซื้อมาขายไป โดยพวกเขาจะเน้นการซื้อนักเตะดาวรุ่งที่มีอนาคตเข้ามาเสริมทีมในราคาย่อมเยาว์ และพร้อมขายนักเตะเหล่านั้น หลังจากที่โชว์ผลงานได้ดีในปีต่อๆ มา ซึ่งพวกเขาจะได้ส่วนต่างจากกำไรนี้พอสมควร อย่างที่เอฟซี ปอร์โต้ เคยทำเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เมื่อพวกเขามักซื้อนักเตะจากทวีปอเมริกาใต้มาปลุกปั้น และปล่อยให้โชว์ผลงานให้เตะตาบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป และพร้อมขายทันทีเมื่อได้ข้อเสนอที่จะทำให้เขาได้กำลัง 10-20 ล้านปอนด์ ซึ่งนอกจากจะได้ผลกำไรที่ดีงามแล้ว พวกเขายังมีโอกาสประสบความสำเร็จอีกด้วย หากนักเตะเหล่านั้นมีความสามารถจริง และได้กุนซือที่ยอดเยี่ยม อย่างที่ทีมโมนาโกกำลังใช้รูปแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน

โมนาโกได้ใช้รูปแบบการทำทีมแบบนี้มาซักระยะหนึ่งแล้ว และเขาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามด้วย เพราะพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จเมื่อฤดูกาล 2016-2017 และเป็นฤดูกาลที่แจ้งเกิดนักเตะดาวรุ่งหลายราย และพวกเขาสามารถทำเงินจากนักเตะในชุดนั้นได้หลายร้อยล้านปอนด์เลยทีเดียว ทั้งคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ปล่อยให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง แบร์นาโด้ ซิลวา แบร์กจาแม็ง เมนดี้ ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และติเอมูเอ้ บากาโยโก้ให้เชลซีตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว แต่พวกเขาก็สามารถหาซื้อตัวผู้เล่นเข้ามาทดแทนได้ ซึ่งทำให้ทีมไม่ได้แย่ลงมากนัก และยังสามารถจบอันดับ 2 ของตารางได้ และฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังขายโตมาส์ เลอมาร์ ให้กับแอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านปอนด์ และฟาบินโญ่ กองกลางตัวตัดเกมให้ลิเวอร์พูล 45 ล้านปอนด์ ซึ่งพวกเขามีระบบเยาวชนที่ยอดเยี่ยม และแมวมองที่ดี ทำให้การบริหารแบบนี้จึงประสบความสำเร็จ

จุดสูงสุดของ PSG

    หลังจากที่เข้ามาทำการเทคโอเวอร์สโมสรปารีส แซงต์ แชร์กแมงของท่านชีคนาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2011 ทีมเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสก็เริ่มประสบความสำเร็จมาโดยตลอด โดยสามารถคว้าแชมป์ลีก เอิง มาได้ถึง 5 สมัยเลยทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มทุนของเขาต้องการ เป้าหมายสูงสุด และหนึ่งเดียวของนายทุนจากตะวันออกกลางก็คือ ต้องการให้ทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาครองให้จงได้ ซึ่งเริ่มมีความใกล้เคียงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว จากการเริ่มสะสมดาวเตะตัวเก่งเข้ามาเสริมทีมเรื่อยๆ และสร้างรากฐานจากระบบเยาวชน จนถึงตอนนี้เริ่มมีดาวรุ่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่บ้างแล้ว และบางรายได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชาติฝรั่งเศสเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย อย่างเช่นเครสเนล คิมเป็มเบ้ ปราการหลังร่างใหญ่ ที่มีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดทำศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียด้วย

นอกจากการสร้างรากฐานจากระบบเยาวชนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการใช้เงินมหาศาลในการกว้านซื้อสุดยอดนักเตะเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง และเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาพึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอล นั่นคือการยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับบาร์เซโลน่าสูงถึง 222 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าตัวของเนย์มาร์ กองหน้าชาวบราซิเลี่ยนเข้ามาสู่ถิ่นปาร์ค เดอร์ แปรงค์ ทำให้กองหน้าวัย 26 ปี กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกในทันที แถมยังปิดดีลกับคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งจากโมนาโกมาร่วมทีมได้อีกด้วย ทำให้พวกเขามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งให้กับอูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนได้ใช้งานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ก็ทำได้เพียงการเป็นแชมป์ฟุตบอลภายในประเทศทั้ง 3 รายการเท่านั้น แต่ในส่วนยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของเรอัล มาดริดนั่นเอง ทำให้กุนซือชาวสแปนิชต้องถูกปลดจากตำแหน่งหลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา

มาในฤดูกาลนี้สโมสรได้ทำการแต่งตั้งโทมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีม โดยกุนซือหนุ่มวัย 44 ปี เคยคุมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ทีมดังของบุนเดสลีก้า และมีสถิติคุมทีมที่ยอดเยี่ยม โดยสามารถพาทีมมีเปอร์เซ็นต์ชนะถึง 62% เลยทีเดียว และสิ่งที่กำลังถูกชาวโลกจับตามองอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเขาจะทุ่มเงินซื้อใครเข้ามาร่วมทีมในฤดูกาลนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาพึ่งคว้าตัวจานลุยจิ บุฟฟ่อน นายด่านระดับตำนานชาวอิตาลีเข้ามาร่วมทีมเพียงรายเดียวเท่านั้นจนถึงตอนนี้ ซึ่งระดับท่านชีคคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่